สารบัญเว็บไซต์

สารบัญเว็บไซต์ !

วางแผนการเงิน

       สำหรับท่านผู้อ่านที่มีความรู้ความสามารถในการออมเงินไม่มากนัก หรือไม่ชอบที่จะต้องคอยเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของการลงทุนอยู่เกือบตลอดเวลา ในบทความนี้ผมขอแนะนำการวางแผนการเงินที่มีอยู่ 2 วิธีด้วยกันคือ 1. การวางแผนการเงินแบบใช้กลยุทธ์ในการออมเงินและการลงทุนแบบสม่ำเสมอ  2. การวางแผนการเงินแบบเศรษฐีอัตโนมัติ  ทั้งสองการวางแผนนี้มีรายบะเอียดดังนี้ครับ
   

       1. การวางแผนการเงินแบบใช้กลยุทธ์ในการออมเงินและการลงทุนแบบสม่ำเสมอ การวางแผนแบบี้มีจุดประสงค์เพื่อสร้างวินัยในการออมเงินและการลงทุน รวมทั้งลดความผันผวนในการลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงินบางประเภทที่มีราคาขึ้นลงตามความต้องการของตลาด เช่น คนที่ทำงานทั่วไปเมื่อเงินเดือนออกก็ควรจะตั้งใจหักเงินบางส่วน เช่น 5% , 10% , หรือ 20% เป็นต้น เอาไว้เป็นเงินออมเพื่อนาคต จากนั้นก็เอาเงินออมดังกล่าวที่ออมไว้จำนวนเท่ากันทุกเดือน ไปลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่วางแผนไว้ ถ้าเป็นการลงทุนในหุ้นซึ่งมีความผันผวนของราคาเกือบทุกวัน ก็จะทำให้ซื้อหุ้นได้ในราคาเฉลี่ย เพราะจะซื้อด้วยเงินที่เท่าๆกันทุกเดือน ซึ่งจะเป็นการลดความผันผวนในการซื้อหุ้นที่มีราคขึ้นลงเกือบตลอดเวลา
      การที่เรามีวินัยในการวางแผนการเงินและการลงทุนแบบนี้ จะทำให้เราไม่ต้องกังวลใจที่จะต้องคอยมาวางแผนทุกเดือนหรือก็กังวลน้อยลงมาอีกเยอะ แต่ปล่อยให้การวางแผนดังกล่าว หักเงินที่ได้มาจำนวนที่เท่าๆกันทุกช่วงเวลาที่ได้มีรายได้เข้ามา ซึ่งวิธีนี้จะเหมาะกับผู้ที่ไม่มีความรู้ในการลงทุน ไม่มีเวลาในการติดตามข้อมูลข่าวสารในการลงทุน หรือมีประสบการณ์ในการลงทุนไม่มากนัก
       นอกจากนี้แล้ว เราอาจเพิ่มประสิทธิภาพของการวางแผนในลักษณะนี้ขึ้นไปอีก  โดยการเพิ่มเงื่อนไขบางประการเข้าไปในการวางแผน เช่น กำหนดเงินลงทุนขั้นต่ำไว้ ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นก็ตาม เช่นในยามปกติจะต้องหักเงินรายได้เป็นประจำไม่น้อยกว่า 10% หรือ 20%  ของรายได้ที่เข้ามาทุกครั้ง แต่ในยามที่มีเหตุการณ์บางอย่างที่จะต้องใช้เงินเกิดขึ้นจะหักเงินเพียง 5% ของรายได้ที่เข้ามาแทน เป็นต้น
       อีกเรื่องหนึ่งนั่นก็คือ ควรจะกำหนดวันที่จะซื้อหรือวันที่จะลงทุนผลิตภัณฑ์ทางการเงินนั้นให้แน่นอน เช่น ภายใน 7 วันหลังจากที่ได้รับรายได้มาทุกครั้ง สำหรับผู้ที่มีรายได้เป็นเงินเดือนประจำอาจทำได้ง่ายกว่า จะต้องซื้อหรือลงทุนผลิตภัณ์ทางการเงินไม่เกินันที่ 7 ของเดือนถัดไปเป็นต้น
       เรื่องสุดท้ายที่อยากแนะนำก็คือ พยายามหาผลิตภัณฑ์ที่เข้ากับนิสัยของเรา ซึ่งโดยทั่วไปแล้วคนที่วางแผนการเงินและลงทุนแบบนี้ ควรจะลงทุนในผลิตภัณ์ที่มีความแน่นอนสูงและต่อเนื่อง เช่น ถ้าจะซื้อคอนโดเพื่อเช่า ก็ควรจะซื้อคอนโดในทำเลที่หาผู้เช่าได้ง่ายและมีผู้เช่าตลอดปี หรือถ้าจะซื้อหุ้นก็ควรเป็นหุ้นขนาดใหญ่ที่มีผลประกอบการและเงินปันผลที่สม่ำเสมอทุกปีและเติบโตอย่างต่อเนื่อง...

       การวางแผนการเงินแบบที่สองนั่นก็คือ การวางแผนการเงินให้มีเงินใช้แบบอัตโนมัติ  ผมจะขอเล่าตัวอย่างของครอบครัวนึงให้ท่านได้อ่านดูนะครับ
       ครอบครัวแมคอินไทร์เป็นครอบครวหนึ่งประเทศสหรัฐอมเริการที่เกือบจะไม่มีเงินออมในช่วงบั้นปลายชีวิตเลย  สามีของครอบครัวนี้เป็นเพียงผู้จัดการระดับกลางของบริษัทสาธารณูปโภคแห่งหนึ่ง ขณะที่ภรรยายึดอาชีพช่างเสริมสวยเป็นงานประจำ ในอดีตนั้น  ทุกๆเดือนของครอบครัวนี้ เมื่อได้เงินเดือนมาก็ต้องมาจัดสรรจ่ายค่าบิลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำ ค่าโทรศัพท์ ค่าไฟ และอื่นๆ เขาทั้งสองจ่ายค่าบิลต่างๆจนทนไม่ไหว และตัดสินใจว่า นับจากนี้ไปเขาทั้งสองจะจ่ายเงินให้แก่ตนเองก่อน แล้วก็จะให้เงินทำงานแทนพวกเขาบ้าง
       จากนั้นมาเมื่อสามีภรรยาได้เงินมาก็จะนำไปออมก่อนเป็นอันดับแรก หลังจากนั้นแล้วจึงนำเงินส่วนที่เหลือไปจ่ายค่าใช้ต่างๆต่อไป เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ทุกเดือนที่ผ่านไปสองสามีภรรยาก็จะเก็บเงินออมได้ตามที่วางแผนไว้
       ในปัจจุบันนี้ครอบครัวนี้ไม่มีหนี้สินเลย ครอบครัวนี้เป็นเจ้าของบ้านถึงสองหลัง โดยพวกเขาอยู่เองหลังหนึ่ง และอีกหลังหนึ่งก็ให้คนเช่าซึ่งได้ค่าเช่าปีละ 26,000 ดอลลาร์(ประมาณ 780,000 บาท)  สามีของครอบครัวนี้ยังมีเงินฝากในบัญชีอีก 610,000 ดอลลาร์(ประมาณ 18,300,000 บาท)  ในขณะที่ภรรยาก็มีเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 72,000 ดอลลาร์(ประมาณ 2,160,000 บาท)  และยังมีทรัพย์สินอย่างอื่นอีก  ซึ่งแสดงให้เห็นว่าครอบครัวนี้จะใช้ชีวิตอยู่อย่างสุขสบาย หลักจากเกษียรอายุของทั้งสองคน

       ดังนั้นเพื่อที่จะทำให้รายได้ทุกเดือนของเรามีประสิทธิภาพสูงสุด  ท่านก็ต้องทำทุกสิ่งทุกอย่างให้กลายเป็นอัตโนมัติ  การหักเงินจากบัญชีธนาคารเงินเดือนที่ท่านได้รับทุกเดือน  จะเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนความคิดนี้  ซึ่งโดยปกติเรามักจะทำเรื่องกับธนาคารเพื่อให้หักเงินจากในบัญชีทุกเดือน  เพื่อนำไปจ่ายค่าสาธารณูปโภคต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็นค่น้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ เป็นต้น  ด้วยวิธีการเดียวกันนี้  ท่านลองทำเรื่องกับทางธาคารเพื่อให้หักเงินจำนวนซัก 10% หรือ 20% หรือมากกว่านั้น เข้าไปในบัญชีเพื่อการลงทุนของท่าน  หรือหักไปเพื่อซื้อกองทุนต่างๆที่จะสามารภนำไปหักลดหย่อนภาษีได้ เช่น RMF หรือ  LTF ที่มนุษย์เงินเดือนจำนวนมากซื้อกันเป็นประจำอยู่แล้ว

       เพียงเท่านี้ ท่านก็แค่ใช้ชีวิตไปตามปกติ พอถึงวันที่เกษียรอายุ หรือว่าไม่สามารถทำงานได้แล้ว  ท่านก็จะพบว่าเงินที่ถูกหักออกไว้ทุกเดือนนั้น มันได้งอกเงยออกดอกออกผลเป็นเงินให้ท่านได้ใช้จ่ายอย่างสบายใจ  และยังก่อให้เกิดรายได้ที่ไม่ต้องทำงานในวันที่ท่านไม่ได้ทำงานแล้ว  ชีวิตหลังเกษียรก็จะมีความสุข เพราะเราได้มีการวางแผนการเงินเอาไว้ตั้งแต่ยังหนุ่มสาวจนทำให้มีเงินให้ใช้ได้เรื่อยๆจนถึงวันที่จากไปจากโลกนี้  แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าท่านยังไม่มีการวางแผนการเงิน



เรียนรู้การสร้างรายได้เพิ่มเติมได้ที่เว็บนี้ครับ การลงทุน การสร้างรายได้ การใช้ชีวิต

----------------------------------------------------------------------------------------------------------

ออมเงินหรือลงทุน

       ตัวเลขของบัญชีเงินฝากในธนาคารพาณิชย์พบว่าในเดือนมีนาคมปีพ.ศ.2556 อยู่ที่ 81,647,602 บัญชี ในขณะที่ประชากรของประเทศมีแค่ประมาณ 66 ล้านคนเท่านั้น โดยเฉลี่ยแสดงว่าคนไทยเกือบจะทุกคนจะมีบัญชีเงินฝากกับธนาคาร และมีหลายคนที่มีมากกว่า 1 บัญชี ตัวเลขนี้ยังแสดงให้เห็นว่า คนอาจจะชอบการลงทุนที่มีความปลอดภัยสูง หรือไม่มีความรู้ในการลงทุนประเภทอื่นเลย

       ในปัจจุบันคาดว่าจำนวนคนลงทุนในตลาดหุ้นไม่น่าจะเกิน 1 ล้านคน ซึ่งเป็นที่ทราบดีว่า ตลาดหุ้นได้เข้ามามีบทบทาในชีวิตคนไทยมากขึ้น และก็ได้ทำให้คนไทยจำนวนไม่น้อยประสบกับความสำเร็จและความล้มเหลว ข้อแตกต่างข้อหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ คนรวยมักจะมีความรู้มากกว่าคนทั่วไป และคนรวยก็มักจะรู้ถึงวิธีที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาใช้เพื่อการจัดการกับความเสี่ยง  เราจะสามารถรู้วิธีที่จะสามารถลงทุนให้ได้ผลตอบแทนที่ดี ได้อย่างไร  ลองอ่านแล้วคิดดูนะครับว่าถ้าเป็นเราในตอนนี้เราจะเลือกออมเงินหรือลงทุน
       ในปัจจุบันมีคนฝากเงินประจำกับธนาคารเป็นจำนวนมาก เพราะคนส่วนใหญ่มักจะคิดว่า เงินฝากประจำจะปลอดภัย แต่หารู้ไม่ว่าชีวิตคุณอาจจะไม่ปลอดภัย
       สำหรับคนจบใหม่ที่อายุซัก 20 ปีถ้ายังไม่ซื้อบ้าน ไม่ซื้อรถ และไม่มีแฟน โดยทั่วไปก็น่าจะใช้เวลาซักประมาณ 10 ปี กว่าจะได้เงิน 1 ล้านบาท สรุปว่ากว่าจะได้เงิน 1 ล้านบาท อายุก็ปาเข้าไป 30 ปีแล้ว และหากนำเงินจำนวนนี้ไปฝากประจำกับธนาคารก็คงได้ดอกเบี้ยประัมาณ 3% ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 24 ปี เงิน 1 ล้านบาทจึงจะกลายเป็น 2 ล้านบาท ซึึ่งตอนนั้นอายุก็วิ่งไปถึง 54 ปีเข้าไปแล้ว แม้ว่าอาจจะมีเงินออมเงินฝากตามเข้ามาอีกหลัวงจากอายุ 30 ปีไปแล้ว ผมก็คิดว่า การออมเงินในลักษณะนี้ คงไปไม่รอดแน่ๆ และชีวิตก็อาจจะต้องลำบากในช่วงบั้นปลายชีวิต ดังนั้นคนที่จบใหม่และคนที่ทำงานมาหลายปีแล้ว คงจะต้องรีบเรียนรู้เรื่องการลงทุน ควรจะต้องเรียนรู้ว่าจะออมเงินหรือลงทุน ก่อนที่กาลเวลาจะมาบังคับคุณให้ต้องเรียนรู้
       ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยอากฝากไว้ให้เป็นข้อคิดสักเล็กน้อยเกี่ยวการออมเงินหรือลงทุน นั่นก็คือ คนทั่วไปมักจะมีปัญหาเรื่องเงินอยู่บ่อยๆ ซึ่งเป็นสาเหตุให้มักจะละเลยเรื่องสุขภาพ หลังจากนั้นก็ตามมาด้วยโรคภัยไข้เจ็บในระยะยาว การเจ็บไข้ได้ป่วยก็จะทวีความรุนแนงมากขึ้นแะมากขึ้น จนทำให้ค่ารักษาพยาบาลสูงเกินกว่าที่จะรับผิดชอบได้ และชีวิตของคนทั่วไปหลายต่อหลายคนก็มักจะจากไปก่อนเวลาอันควร นั่นเป็นเพราะมีเงินไม่เพียงพอต่อการรักษา

       คราวนี้มาดูทางฝั่งของคนรวยบ้างนะครับ คนรวยมักจะใช้เงินซื้อสุขภาพ เพราะคนรวยมักจะมีเงินเหลือใช้ เงินเหลือใช้โดยส่วนมากก็มาจากจากการที่เขาได้ออมเงินแล้วนำเงินไปลงทุน เมื่อประสบความสำเร็จแล้ว เขาจึงมีเงินส่วนเกินความจำเป็นเป็นจำนวนมาก เขาจึงทุ่มเทเงินที่มี ลงไปในการรักษาพยาบาล จึงทำให้สามารถรักษาโรคต่างๆได้ ก่อนที่มันจะมาทำร้ายสุขภาพของเขา และนั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมคนรวยถึงมีอายุยืนกว่าคนจน

       นอกจากนี้คนรวยยังรู้ดีว่าเขามีทางเลือกที่จะทำเพื่อครอบครัวและทำเพื่อเงินได้พร้อมๆกันทั้งสองทางเลือก
       มีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จทางธุรกิจ และมักจะชอบพูดแก้ตัวว่า "ผมเลือกครอบครัวมากกว่าจะเลือกธุรกิจ"   ในโลกของความเป็นจริง ทั้งสองสิ่งนี้เป็นตัวเลือกจริงหรือ?  หากเราเลือกครอบครัวแล้วเราจะเลือกธุรกิจไม่ได้จริงหรือ?
       ผมมีตัวอย่างของชายคนนึงที่ชื่อ โรเบิร์ด คิโยซากิ  เขาสามารถยืนยันได้ว่า "คนรวยสามารถเลือกได้ทั้งครอบครัว และธุรกิจ"   ในปีพ.ศ.2517 หลังจากที่คิโยซากิ ได้ลาออกจากการเป็นทหารเรือแล้ว เขาก็เริ่มต้นชีวิตด้วยการขายเครื่องถ่ายเอกสาร  ต่อมาเขาก็ตั้งบริษัทเป็นของตัวเองเพื่อจำหน่ายกระเป๋าเงินกันน้ำ แต่ไม่นานนัก บริษัทก็ต้องล้มละลาย หลังจากนั้นเขาก็เปิดบริษัทขายเสื้อยืดอีก และลงท้ายด้วยการล้มละลายเช่นกัน แต่การล้มละลายครั้งหลังนี้รุนแรงกว่าครั้งแรกมาก เพราะมันได้ทำให้เขากลายเป็นคนไม่มีบ้าน และต้องไปพักอยู่กับแฟนของเขา ซึ่งภายหลังก็คือภรรยาของเขามีชื่อว่า คิม คิโยซากิ นั่นเอง
       ในปีพ.ศ.2537 โรเบิร์ด คิโยซากิ ได้เริ่มลงทุนใหม่ทางด้านอสังหาริมทรัพย์ในประเทศออสเตรเลีย และประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี เขาและคิมซึ่งในเวลานั้นเขาทั้งสองได้แต่งานกันแล้ว ได้ช่วยเหลือกัน และพยายามสร้างธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของเขาให้เติบใหญ่
       หลังจากนั้นไม่นานเขาก็โด่งดังอย่างกระหึ่ม เมื่อเขาได้แต่งหนังสือที่มีชื่อว่า "พ่อรวยสอนลูก(Rich
dad, Poor dad)" หนังสือนี้ได้พูดถึงการลงทุนของเขาและภรรยา หนังสือเล่มนี้ขายดีไปทั่วโลก...
     
       ไม่ว่าจะเป็นการออมเงินหรือลงทุนก็ตาม ล้วนแต่มีทั้งข้อดีและข้อเสียอยู่ในตัวสองแบบ ดังนั้นผู้ที่จะลงทุนทำอะไรซักอย่างควรศึกษาข้อมูลเรื่องนั้นให้เป็นอย่างดี ควรเริ่มต้นจากการค้นคว้าหาอ่าน และสอบถามให้เยอะๆก่อนนะครับ และควรทำอย่างใจเย็นๆ เพื่อที่การลงทุนจะได้ประสบความสำเร็จ




เรียนรู้การสร้างรายได้เพิ่มเติมได้ที่เว็บนี้ครับ การลงทุน การสร้างรายได้ การใช้ชีวิต

--------------------------------------------------------------------------------------------------------


ลีกาชิงมหาเศรษฐีอันดับ1ของเกาะฮ่องกง

       หลังจากทีเราได้อ่านแนวความคิดของคนรวยมาด้วยกันแล้วถึง 12 วิธีด้วยกัน ความคิดที่ได้อ่านผ่านๆมา คงจะช่วยจุดประกายความคิดให้กับท่านผู้อ่านได้บ้างหรือยังครับ บทนี้จะนำเสนอตัวอย่างแนวความคิดของ "ลีกาชิง"มหาเศรษฐีที่รวยที่สุดของเกาะฮ่องกง เพื่อเพิ่มความรู้ให้กับท่านผู้อ่านมากขึ้นเรื่อยๆตามลำดับครับ

       คนทั่วไปเวลาใช้เงินจะมีแรงกดดัน แต่คนรวยเวลาใช้เงินจะมีความสุขคนโดยทั่วไปมักจะเงินจากทุกวิถีทางโดยไม่ลืมหูลืมตา ไม่มีการวางแผน ไม่มีวิสัยทัศน์ในการมองไปในอนาคต และในที่สุดก็พบว่าตัวเองไม่เคยหาเงินได้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเลย จึงต้องพยายามตระหนี่ถี่เหนียว เห็นแก่ตัวและเกิดแรงกดดันในการใช้จ่ายเงิน  ขณะที่รวยจะรู้ถึงวิธีการใช้เงินเพื่อต่อเงิน และในที่สุดก็จะทำให้ตนเองมีเงินมากยิ่งขึ้นไปอีก
       นอกจากนี้คนรวยยังรู้ถึงวิธีการใช้เงินเพื่อแสวงหาความสุข ผมมีความคิดดีๆจากมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในเกาะฮ่องกงมีนามว่า ลีกาชิง แนวความคิดของลีกาชิง ได้ให้ข้อคิดในบทความของเขาที่มีชื่อว่า "ลีกาชิงสอนคูรให้ซื้อรถและบ้านได้ใน 5 ปี"  โดยเริ่มต้นเขาให้สมมติว่าคนที่มีรายได้อยู่ประมาณ(ขอคิดเป็นเงินไทยเลยนะครับจะได้เข้าใจง่ายขึ้น)20,000บาทต่อเดือน ให้ทำการแบ่งเงินออกเป็น 5 กองดังนี้ กองที่หนึ่ง 6,000 บาท กองที่สอง 4,000 บาท กองที่สาม 3,000 บาท  กองที่สี่ 2,000 บาท และสุดท้ายกองที่ห้า 5,000 บาท
       กองที่หนึ่ง 6,000 บาท ลีกาชิงให้จัดสรรเพื่อค่าใช้จ่ายประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร ค่าเดินทาง โดยเน้นไปที่อาหารที่ดีต่อสุขภาพและประหยัด(พวกเหล้า บุหรี่ นี่ต้องตัดออกให้ได้เลยนะครับ) ก็คงสามารถใช้เงินดังกล่าได้อย่างพอเพียง
       กองที่สอง 4,000 บาท เพื่อการสร้างายสัมพันธ์ เพื่อการเลี้ยงอาหารให้แก่คนที่มีความรู้ คนที่จะช่วยเหลือคุณในการทำงานในอนาคต อาหารมื้อหนึ่งอาจจะใช้เงินประมาณ 1,000-1,500 บาท คุณจะสามารถเลี้ยงได้ประมาณ 3-4 มื้อ ดังนั้นจึงต้องคิดให้รอบคอบก่อนที่จะเลี้ยงอาหารแต่ละมื้อ พอสิ้นปีคุณก็จะมีเพื่อนที่ดีที่จะใหความช่วยเหลือคุณได้มากมาย นอกจากนั้นคุณยังมีภาพลักษณ์ที่ดีและดูเป็นคนใจดีอีกด้วย
       กองที่สาม 3,000 บาท ใช้เพื่อการศึกษา เนื่องจากว่าคุณไม่ได้มีเงินเยอะ คุณจึงจำเป็นที่จะต้องเรียนเพื่อที่จะสามารถหารายได้เพิ่มขึ้น การซื้อหนังสือมาศึกษาเองเป็นการลงทุนที่ต่ำและให้ประโยชน์สูงมาก หลังจากที่คุณมีความรู้จากการอ่านหนังสือแล้ว คุณก็๕วรแบ่งปันความรู้กับผู้อื่นก็จะทำให้คุณได้รับความเชื่อถือและได้รับการยอมรับจากผู้อื่น นอกจากนั้นคุณก็ควรจะเก็บเงินในส่วนนี้ไว้อีกซัก 2,000 บาท เพื่อที่จะใช้ในการอบรมหลักสูตรดีๆอีกด้วย
       กองที่สี่ 2,000 บาท เพื่อซื้อความสุขให้ตนเอง โดยเฉพาะการท่องเที่ยวต่างประเทศ ซึ่งคุณควรจะท่องเที่ยวในลักษณะอย่างนี้อย่างต่ำปีละครั้ง ทำในลักษณะนี้เพียงไม่กี่ปี คุณก็จะมีประสบการณ์ที่หลากหลายจากการได้เดินทางไปต่างประเทศและยังเป็นการชาจแบตให้ตัวเรามีพลังเต็มเปี่ยมเพื่อที่จะไปสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ต่อไปในชีวิตได้อีกด้วย
       กองที่ห้า 5,000 บาท เก็บออมไว้เพื่อเป็นเงินทุนในการประกอบกิจการในอนาคต อาจเริ่มต้นด้วยธุรกิจเล็กๆ เงินกองที่ห้าจะเป็นตัวช่วยที่สำคัญที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จ ไม่ว่าธุรกิจนั้นจะสำเร็จหรือล้มเหลวก็ตาม มันก็จะทำให้คุณมีประสบการณ์และความเชื่อมั่นในตนเองในการที่จะเป็นเถ้าแก่ ของธุรกิจของตัวเอง เงินที่ได้จากการประกอบธุรกิจอาจจะออมไว้เพื่อนำไปลงทุนในอนาคตได้อีกด้วย 

       และนั่นคือ   แนวความคิดของลีกาชิงมหาเศรษฐีอันดับ1ของเกาะฮ่องกง ซึ่งจะเป็นแนวทางการใช้เงินเพื่อแสวงหาความสำเร็จและความสุขที่มหาเศรษฐีโลกอย่าง ลีกาชิงได้แนะนำไว้   

       นอกจากนี้ลีกาชิงมหาเศรษฐีอันดับ1ของเกาะฮ่องกง ยังได้แนะนำต่อถึงการใช้ชีวิตของคนหนุ่มสาวว่า "คนหนุ่มสาวมักจะชอบทานอาหารนอกบ้าน ชอบซื้อของอย่างง่ายๆไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า และอื่นๆ ซึ่งจะทำให้พวกเขามีความเพียงระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น แต่กลัต้องเสียเงินไปเป็นจำนวนมาก ทั้งๆที่ควรเก็บออมไว้เพื่อสร้างธุรกิจหรือการลงทุนในอนาคต" ลีกาชิง ได้แนะนำให้คนหนุ่มสาวหารายได้เพิ่มด้วยการทำงานพิเศษ โดยเฉพาะการขายของ โดยทั่วไปแล้วผู้ที่ประสบความสำเร็จในวงการธุรกิจ มักจะเป็นนักขายตัวยงเพราะว่า คนรวยเขาจะรู้วิธีขายวิสัยทัศน์ และขายความฝันของเขาให้กับคนอื่น อาชีพนักขายจึงเป็นหนึ่งในสิ่งจำเป็นหากคิดจะเป็นคนรวย
       ความรู้ที่ได้จากการชอบขายสินค้า จะทำให้เรารับรู้ถึงอารมณ์ของตลาด ว่าตลาดชอบสินค้าที่เรานำมาขายหรือไม่ และเราจะสามารถหาสินค้าที่เป็น "ผู้ชนะ" ได้เหรือไม่ และเมื่อเราพบสินค้าที่เป็นผูชนะได้แล้ว โอกาสที่จะประสบความสำเร็จก็คงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม และหลังจากนั้นของต่างๆที่เคยอยากซื้อ ไม่ว่าจะเป็น กระเป๋า รองเท้าฯลฯ เราก็จะสามารถซื้อได้อย่างสบายตามที่ใจปราถนา

     ความคิดของลีกาชิงมหาเศรษฐีอันดับ1ของเกาะฮ่องกง นี้เป็น  แนวความคิดที่ดีที่สอดคล้องกับปัจจุบันในเมืองไทย เพราะจากที่เห็นอยู่บ่อยๆนั่นก็คือ เดี๋ยวนี้จะมีพวกที่ขายของออนไลน์ผ่านอินเตอร์เน็ต ผ่านเฟสบุ้ค ผ่านทางโซเชียลเนตเวิคต่างๆมากมาย แล้วก็ยังมีคนที่ทำงานเสริมหลังเลิกงาน  ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ดีที่สอดคล้องกับความคิดของลีกาชิง  และถ้าหากขายดีก็สามารถทำเป็นอาชีพประจำได้เลย เป็นนายตัวเอง ไม่ต้องลำบากตื่นแต่เช้าเพื่อไปให้ทันเข้างานก่อน 8 โมงดังเช่นที่เป็นอยู่ทุกวันนี้



เรียนรู้การสร้างรายได้เพิ่มเติมได้ที่เว็บนี้ครับ การลงทุน การสร้างรายได้ การใช้ชีวิต



-----------------------------------------------------------------------------------------------------------






ข้อมูลจากหนังสือลีกาชิง





4แนวความคิดของคนรวย

       คิดอย่างไรจึงจะรวยได้ ความคิดของคนที่รวยได้ต้องคิดอย่างไร 4แนวความคิดของคนรวย นี้ จะยกตัวอย่างความคิดของคนรวยที่ประสบความสำเร็จ เพื่อไว้เป็นตัวอย่างที่จะพาทุกท่านเปลี่ยนชีวิตไปให้ดีขึ้น ลองสังเกตดูนะครับว่าคนรวยมีกจะมีวิธีคิดที่เป็นลักษณะเฉพาะของตัวเอง ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน เราได้คุยกันถึงเรื่องความคิดของคนรวย ที่ทำให้คนรวยแตกต่าง ในบทนี้ผมจะนำเสนออีก 4 แนวความคิดของคนรวย ที่อาจเปลี่ยนชีวิตของผู้อ่านให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม มาเริ่มกันเลยครับ

       คนทั่วไปคิดว่าต้องมใช้เงินของตัวเองในการหาเงิน แต่คนรวยคิดว่า ต้องใช้เงินของคนอืื่นเพื่อหาเงิน
       หนึ่งในความลับของวอเรนน์ บัฟเฟตต์ ก็คือความสามารถในการหาเงินทุนที่มีต้นทุนต่ำมาลงทุนได้ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาจึงชอบธุรกิจประเภทประกันภัย ในปี 2551 พบว่า 24% ของรายได้ของบริษัทเบิร์กไซร์ ฮาทาเวย์ ของบัฟเฟตต์ และอีก 50% ของกำไรทั้งหมด มาจากธุรกิจประกันภัยทรัพย์สินประกันชีวิต และประกันรถยนต์
       วอร์เรน บัฟเฟตต์ชอบรายได้ที่มาจาก "Float"  หมายถึงรายได้ที่มาจากเบี้ยประกันภัยที่บริษัทเบิร์กไซร์รับเข้ามาแล้วแต่ยังไม่ต้องจ่ายค่าสินไหมจนกว่าจะเกิดอุบัติเหตุในอนาคต ซึ่งก็จะสามารถนำเบี้ยประกันภัยจำนวนนี้ไปลงทุนก่อนได้ นอกจากนั้นยังรวมถึงเบี้ยประกันภัยที่หักออกด้วยค่าใช้จ่ายทางด้านสินไหมแล้ว บัฟเฟตต์ก็ยังสามารถนำกำไรในส่วนนี้ไปลงทุนต่อได้ ซึ่งนั่นก็เท่ากับว่า บัฟเฟตต์จะมีเงินทุนที่ไม่มีต้นทุนให้นำไปลงทุนได้ "Float" ที่ว่านี้ก็คือ "เงินของคนอื่น" ที่บัฟเฟตต์นำมาใช้นั้นเอง

       คนทั่วไปคิดว่าตลาดถูกขับเคลื่อนด้วยเหตุผล และกลยุทธ์ แต่คนรวยคิดว่า ตลาดถูกขับเคลื่อนด้วย อารมณ์และ ความโลภ
      หากคุณผู้อ่านลองสัเกตดูดีๆจะพบว่า คณะบริหารธุรกิจของมหาวัทยาลัยทุกแห่งในเมืองไทยและทั่วโลกมักจะพากันสอนใหห้บรรดานักศึกษาเข้าใจกันว่า ตลาดถูกขับเคลื่อนด้วยเหตุผล  ทุกอย่างจะทีเหตุมีผลเป็นไปตามที่กำหนดไปเสียทุกประการ และหากจะเอาชนะตลาด หรือการทำสินค้าออกมาขายแล้วให้ได้ดีกว่าคนอื่นนั้น จะต้องศึกษาและคิดหากลยุทธ์ ที่จะเอาชนะคู่แข่งให้ได้เท่านั้น
       ในปีพ.ศ.2492 เบนจามิน เกรแฮม ผู้ที่เป็นอาจารย์ของวอเรนร์ บัฟเฟตต์ กูรูนักลงทุนที่รวยที่สุดในโลก เป็นคนแรกที่ได้เขียนถึงคำว่า "นายตลาด(Mr.Market)"  ในหนังสืออมตะเล่มที่โด่งดังที่ชื่อ The Intelligent Invertor เกรแฮม ได้ให้มุมมองเกี่ยวกับตลาดที่แแตกต่างโดยสิ้นเชิงจากแนวความคิดเก่าๆ ที่ว่าตลาดถูกขับเคลื่อนด้วยกลยุทธืและเหตุผล แต่เขากลับให้ความคิดเห็นที่ว่า  ตลาดก็เหมือนคนคนนึงที่มีอารมณ์แปรปรวนที่ง่าย ไม่มีเหตุผล มักจะชอบตามน้ำ ตกใจง่ายและมักชอบซื้อแพง ขายถูก ตัวอย่างเช่น ตลาดบ้าน ในยามที่เษรษฐกิจดี ผู้คนก็จะแห่แหนไปซื้อบ้านอย่างเนืองแน่น ทำให้บ้านราคาค่อยๆสูงขึ้น...สูงขึ้น แต่ผู้คนก็กลับแย่งกันซื้อที่ราคาสูงๆ พอถึงยามที่เศรษฐกิจไม่ดี ราคาบ้านก็ถูกลงๆ แต่กลับหาผู้ซื้อแทบไม่ได้เลย ซึ่งสาเหตุเป็นเพราะ อารมณ์ และความโลภ ของตลาดนั่นเอง

       คนทั่วไปมักจะใช้ชีวิตสูงกว่าฐานะของตน แต่คนรวยมักจะใช้ชีวิตต่ำกว่าฐานะของตน
       วอเรนร์ บัฟเฟตต์ หนึ่งมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลก จากการจัดอันดับของนิตสารฟอร์บ โดยมีมูลค่าทรัพย์สินทั้งสิ้นสูงถึง 44,000 ดอลลาร์(ในสัมยนั้นถือว่าสูงมาก) หรือประมาณ 1.3 ล้านบาท ซึ่งที่มีทรัพย์สินสูงขนาดนี้ น่าเป็นผู้ที่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่หรูเลิศเหนือคนธรรมดาเทั่วไปอย่างแน่นอน แต่ในความเป็นจริง บัฟเฟตต์กลับใช้ชีวิตที่เหมือนคนที่อยู่ในชนชั้นกลางทั่วไปของสหรัฐอเมริกา กล่าวคือ บัฟเฟตต์อาศัยอยู่นบ้านที่เขาซื้อเมื่อปีพ.ศ.2501 ในราคาเพียง 31,500 ดอลลาร์ หรือไม่เกิน 1 ล้านบาท(ปัจจุบันบ้านหลังนี้มามูลค่าราวๆ 20 ล้านบาทไปแล้ว) ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองโอมาฮา รัฐเนบราสกาของสหรัฐอเมริกา ภายในบ้านมีพื้นที่ประมาณ 150 ตารางวา ซึ่งเป็นบ้านเพียงหลังเดียวที่เขาเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง  หลายต่อหลายครั้งจะมีผู้คนมาคอยคะยั้นคะยอ ให้บัฟเฟตต์ซื้อบ้านใหม่ แต่บัปเฟตต์บอกไปว่า "ผมจะบ้านไปทำไม ในเมื่อเขามีความสุขที่ได้อยู่บ้านหลังนี้" บัปเฟตต์ คิดไมไ่ออกว่าการที่มีบ้านใหญ่ๆหรือการมีบ้านหลายๆแห่งทั่วโลกจะทำให้ชีวิตของเขาดีขึ้นได้อย่างไร อีกทั้งเขาไม่ชอบในการดูแลบ้านพร้อมกันหลายหลัง  แล้วก็ไม่อยากให้คนอื่นมาดูแลบ้านแทนด้วย ดังนั้นบัปเฟตต์จึงไม่เคยคิดจะซื้อบ้านเพิ่มขึ้นอีกแม้แต่หลังเดียว
       สิ่งที่น่าแปลกใจเกี่ยวกับการชีวิตของบัปเฟตต์ยังมีอีกมากมายเช่น ในห้องทำงานของบัปเฟตต์ อภิมหาเสรษฐีระดับโลกที่น่าจะเต็มไปด้วยอุปกรณ์ไอเทคราคาแพงๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องคิดเลข และอื่นๆเลย แต่กลับพบว่าแทบจะไม่มีสิ่งเหล่านี้เลย มีเพียงเอกสารบริษัทที่เขาสนใจ หนังสือ หนังสือพิมพ์ และอุปกกรณ์ทั่วไป นั่นเป็นเพราะบัปเฟตต์เพียงแค่ต้องการนั่งในห้องทำงานและใช้เวลาอ่านหนังสือตลอดทั้งวันเท่านั้นเอง
       เห็นมั้ยครับว่าบุคลลระดับอภิมหาเสรษฐีของโลกอย่างบัปเฟตต์ชอบที่จะใช้ชีวิตต่ำกว่าฐานะของตน ขณะที่คนทั่วไปมักจะใช้ชีวิตสูงกว่าฐานะของตน

       ผมมีวิดีเรื่องหนึ่งที่จะให้ทุกท่านได้รับชมเกี่ยวกับการใช้เงิน ระหว่างคนจน คนชั้นกลาง และคนรวยครับ มาดูกันครับว่าคนในแต่ละระดับเค้าใช้เงินกันอย่างไร ทำไมคนรวยถึงได้รวยเอาๆ ส่วนคนจนถึงได้ยังจนเหมือนเดิม ส่วนคนชั้นกลางก็ยังคงย่ำอยู่กับที่



       คนทั่วไปมักจะสอนลูกหลานให้อยู่รอด แต่คนรวยมักจะสอนลูกหลานให้รวย
        คุณผู้อ่านรู้จักคนนี้ไหมครับ? คาร์ลอส สลิม เขาเป็นชาวเม็กซิกันและเขาเคยโด่งดังมากในชั่วข้ามคืน ย้ำว่าชั่วข้ามคืนเท่านั้น เมื่อเขาถูกจัดให้เป็นมหาเสรษฐีที่รวยที่สุดในโลก ตัดหน้า บิล เกตส์แห่งไมโครซอฟไปอย่างเฉียดฉิว หลังจากนั้นมา ความสนใจของสื่อมวลชนทั่วโลกก็หลั่งไหลเข้ามที่ตัวเขา ผมจึงอยากจะพาคุณผู้อ่านไปรู้จัก คาร์ลอส สลิมกันซักหน่อยครับ
       บรรพบุรุษของคาร์ลอส สลิมเป็นชาวเลบานอน ครอบครัวของเขาต้องหนีภัยสงครามจากประเทศบ้านเกิดเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศเม็กซิโก และที่นี่จึงที่ที่พวกเขาให้กำเนิดคาร์ลอส สลิม  ด้วยความลำบากความยากจนที่พ่อแม่จองคาร์ลอส สลิมประสบมามากกว่าครึ่งชีวิต จึงทำให้พ่อแม่ของเขาสอนวิธีที่จะอยู่รอด และต้องอยู่รอดเป็นคนที่มีฐานะดีด้วย สลิมและพี่น้องของเขารวม 6 คนจะถูกสอนเรื่องการค้าขายธุรกิจมาตั้งแต่อายุ 12 ขวบ เมื่อสลิมอายุได้ 17 ปี เขาได้ทำงานให้กับบริษัทของพ่อของเขา โดยมีรายได้สัปดาห์ละ 200 เปโซ  จากนั้นเขาเรียนต่อปริญญาตรีในสาขาวิศวะกรรมโยธา ซึ่งเขาคิดว่าน่าจะมาช่วยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของครอบครัวได้
       เมื่อเรียนจบแล้ว สลิมก็เริ่มต้นทำงานเป็นนายหน้าค้าหุ้น เพื่อที่จะได้เข้าใจธุรกิจได้มากขึ้นก่อนที่จะมาทำธุรกิจของตนเองในปีพ.ศ. 2519 สลิมได้ก่อตั้งกลุ่มบริษัทที่มีชื่อว่า กรูโป กาลาส ซื้อกิจการ 7 ประเภทเข้ามาไว้ในเครือ และเริ่มวางแผนการเงินอย่างรอบคอบ ในปีพ.ศ.2525 เกิดวิกฤตครั้งใหญ่ในเม็กซิโก ทำให้หลายๆบริษัทต้องอยู่ในฐานะย่ำแย่หรือไม่ก็ล้มละลายไปเลย ซึ่งบริษัทของสลิมก็โดนวิกฤตการในครั้งนั้นเล่นงานไปด้วย
       และแล้วช่วงเวลาพลิกผันที่ทำให้คาร์ลอส สลิมกลายเป็นมหาเสรษฐีระดับโลกก็มาถึง เมื่อเศรษฐกิจดำดิ่งถึงจุดต่ำสุด ธุรกิจดีๆ ราคาถูกก็มีขายอยู่เต็มตลาด ด้วยความที่สลิมเป็นคนรอบคึอบในการวางแผนการเงิน จึงทำให้กลุ่มบริษัทของเขาฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว และมีเงินเหลือจำนวนมากที่จะมาลงทุนซื้อธุรกิจราคาถูกเหล่านั้น ในที่สุด ในเวลาต่อมา สลิมก็ได้ทำให้บริษัทเหล่านั้นทำกำไรได้อย่างมหาศาล ซึ่งความสำเร็จดังกล่าวนี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะพ่อแม่ของสลิมสอนเขาถึงวิธีการดำเนินชีวิตที่จะต้องอยู่รอด อย่างมั่งคั่งให้ได้ นั่นเองครับ
       และนี่คือ 4แนวความคิดของคนรวย ที่ทำให้คนรวยแตกต่าง เราได้เรียนรู้วิธีคิดเพิ่มขึ้นอีกมากมาย สิ่งที่สำคัญก็คือ การเริ่มต้นเปลี่ยนวิธีคิด อ่านและศึกษาวิธีคิดของบรรดาผู้มีความสามารถ อาจมีบาง
ความคิดที่เหมาะกับคุณ ดังนั้นเราจึงควรรีบขวนขวายศึกษาหาวิธีคิดใหม่ๆ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า ชีวิตเก่าอย่างแน่นอน



เรียนรู้การสร้างรายได้เพิ่มเติมได้ที่เว็บนี้ครับ การลงทุน การสร้างรายได้ การใช้ชีวิต

------------------------------------------------------------------------------------------------