สารบัญเว็บไซต์

สารบัญเว็บไซต์ !

หาเงินจากสินค้าออนไลน์

       ก่อนจะเริ่มหาเงินจากสินค้าออนไลน์  รอรับเงินแบบสบายๆอยู่ที่บ้านนั้น แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องโกหก เพราะมีหลายๆธุรกิจบนเครือข่ายออนไลน์ที่สร้างแบรนด์ของตัวเองให้ประสบความสำเร็จมาแล้ว โดยเริ่มต้นจากธุรกิจเล็กๆบนโลกออนไลน์นี่แหละครับ  ท่านเองก็สามารถทำได้เช่นกัน 

      สิ่งที่ท่านจะต้องสำรวจตัวเองก่อนที่จะเริ่มหาเงินจากสินค้าออนไลน์ ท่านต้องดูว่าตัวเองมีคุณสมบัติหรือมีพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับการค้าขายบนโลกออนไลน์มากน้อยแค่ไหนโดยเริ่มดูตามหัวข้อดังนี้ครับ

1. พอจะเข้าใจภาพรวมของการขายสินค้าออนไลน์หรือไม่ ว่าการขายสินค้าออนไลน์หมายถึงอย่างไร 
2. มีอีเมล และมีสินค้าที่จะจำหน่ายรอไว้แล้ว
3. ใช้เฟซบุ๊คเป็นหรือยัง รู้จักเฟซบุ๊คแฟนเพจมั้ย เพราะสมัยนี้สื้ออนไลน์ทางเฟซบุ๊คกำลังมาแรง
4. พอจะเข้าใจหรือเคยเล่นแอพพริเคชั่นเน็ตเวิกต่างๆอยู่บ้างมั้ย มีความรู้มากน้อยแค่ไหน
5. รู้ข้อมูลของสินค้าที่จะนำมาขายอย่างลึกซึ้ง สามารถตอบคำถามจากผู้ที่ลังเลหรือสงสัยได้ เรียกอีกอย่างว่าเป็นที่ปรึกษาการขายนั่นแหละครับ
6. สามารถใช้กล้องถ่ายรูปจากอุปกรณ์ต่างๆได้บ้าง
7. สามารถส่งของผ่านไปรษณีย์ได้

       ลองตรวจดูนะครับว่าท่านยังขาดความรู้ในเรื่องใดไปอยู่บ้าง เพราะแต่ละเรื่องที่นำมาให้ท่านสำรวจตัวเองนั้นล้วนแต่เป็นพื้นฐานของคนที่ต้องการจะขายสินค้าออนไลน์ ที่จะต้องรู้และต้องมีกันอยู่แล้ว  แต่สำหรับมือใหม่ที่ยังไม่มีความรู้มากพอหรือมีน้อยยังไม่เข้าใจซักเท่าไหร่ แนะนำให้เข้ามาศึกษาที่ google ได้เลยครับ เพื่อจะได้เสริมความรู้ในการหาเงินจากสินค้าออนไลน์ และที่สำคัญไม่ยากอย่างที่คิดแน่นอนครับ  ดังตัวอย่างจากเว็บนี้ครับ propink.blogspot.com เว็บนี้เป็นเว็บที่ผมเพิ่งจะทำขึ้นมาเพื่อไว้หาเงินจากการขายสินค้าออนไลน์ แต่ถ้าหากท่านยังทำเว็บไม่เป็นก็แนะนำให้สร้างแฟนเพจจากเฟซบุ๊กไปก่อนก็ได้ครับ ซึ่งวิธีการจะง่ายกว่าที่จะมาสร้างเว็บเยอะเลย  แต่ถ้าหากว่าท่านต้องการต่อยอดอยากมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง เพื่อที่จะได้ขยายตลาดจากการหาเงินจากสินค้าออนไลน์ได้มากขึ้น ก็ลองมาฝึกทำเว็บไซต์ได้จากเว็บ blogger.com ได้เลยครับ เป็นโปรแกรมที่ทำได้ง่าย ส่วนคู่มือนั้น ก็แนะนำให้เข้าไปดูในกูเกิ้ล จะมีบอกเยอะแยะเต็มไปหมดครับ

       เพื่อที่เราจะได้นั่งกินนอนกินอยู่กับบ้านแบบไม่มีใครว่าเราได้ อีกทั้งยังมีอิสระภาพทางการงาน เป็นงานที่เพิ่มความสะดวกให้กับทั้งคนขายและคนซื้อ ถ้าหากทำแล้วขายดี ตรงกับความต้องการของลูกค้าที่กำลังมองหาอยู่แล้วละก็  รับรองว่าการหาเงินจากสินค้าออนไลน์ก็สามารถเกษียรงานประจำที่ทำอยู่เพื่อมาเป็นเจ้าของธุรกิจของตัวเองได้เลยครับ





++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


ภาพจากgoogle

หุ้นหลายเด้ง

       วอลเตอร์ สกลอสเป็นนักลงทุนราคาถูก แต่สามารถหาหุ้นหลายเด้งด้วยเงินลงทุนที่ถูกๆ เพราะว่าเขาเป็นประหยัด จึงไม่อยากที่จะใช้เงินลงทุนจำนวนมาก เขาจึงได้หาวิธีการในการหาหุ้นหลายเด้ง เพื่อจะได้ไม่ต้องเหนื่อยกับการลงทุนหลายที่  บทความนี้เราจะมาดูเทคนิคของวอลเตอร์ สกลอส ว่าเขามีเทคนิคอย่างไร  กับการลงทุนที่น้อยแต่ได้มาซึ่งหุ้นหลายเด้ง

       วอลเตอร์ สกลอส เกิดปี 2458  พออายุ 18 ปีเขาก็เริ่มทำงานในย่านวอลสตรีท โดยเป็นเด็กส่งเอกสาร  สกลอสไม่เคยได้รับการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยเลย  แต่โชคดีที่เขาได้ทำงานในบริษัทของเบนจามิน เกรแฮม จึงเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของเขา คือในปะฃี 2498  เขาสามารถตั้งกองทุนเพื่อการลงทุนเป็นของตนเองได้ เขาทำงานจนกระทั่งปีพ.ศ.2543 ในตลอดเวลา 45 เขาได้จัดการลงทุนให้แก่กองทุนของเขาอย่างยอดเยี่ยม ซึ่ีงในตอนนั้นเขามีเงินกองทุนเริ่มต้นเพียง 10,000 ดอลลาร์  ผ่านไป 45  ปี เขาได้เขาได้ผลตอบแทนกองทุนโดยรวมอยู่ 12 ล้านดอลลาร์
       ในการเลือกหาหุ้นนั้น สกลอส ก็ใช้การคำนวณและวิธีการทางสถิติอย่างง่ายๆ เข้ามา  เพื่อเฟ้นหาหุ้นเพื่อให้ได้หุ้นหลายเด้ง เขาและลูกของเขาที่เป็นผู้ช่วยเพียงคนเดียว เคยถูกถามว่า " พวกคุณใช้วิธีการอะไรในการเลือกเฟ้นหาหุ้น? "  เอ็ดวิน ลูกชายของสกลอส ตอบด้วยความมั่นใจว่า  "เราใช้วิธีการเลือกซื้อหุ้นที่ถูกที่สุดเท่านั้นเอง ซึ่งทฤษดีและวิธีการสมัยใหม่อาจจะมากเกินไปสำหรับการลงทุน" 

       หลักการลงทุนของวอลเตอร์ สกลอส
       โดยปกติเขาจะถือหุ้นไมต่ำกว่า 100 ตัว การที่จะมีหุ้นซัก 100 ตัวคงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับคนทั่วไป แต่หุ้น 100 ตัวของสกลอสนั้น เขาได้มาในราคาประมาณ 40% ของราคาเฉลี่ยของตลาด  มีน้อยคนมากที่จะสามารถซื้อหุ้นส่วนใหญ่มาในพอร์ตการลงทุนของตนเองได้ในราคานี้
       เทคนิคการค้นหาหุ้นหลายเด้ง ของ สกลอส
       เนื่องงจากว่าสกลอสเป็นคนประหยัด แนวทางการแสวงหาหุ้นหลายเด้ง ของเขาจึงเป็นแนวทางที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งจะมีอยู่หลายแนวทางด้วยกันคือ
1. จะต้องเป็นหุ้นของบริษัทที่มีหนี้สินน้อยมากหรือไม่มีเลย จึงทำให้มีความปลอดภัยสูงมาก
2. ต้องมีราคาที่ลดลงจากราคาของทรัพย์สินที่มีอยู่ทั้งหมดไม่น้อยกว่า 20% โดยราคาของทรัพย์สินที่มีอยู่ทั้งหมด คำนวณจากเงินสด อสังหาริมทรัพย์ และทรัพย์สินที่มีตัวตนทั้งหมด เช่น รถยนต์ เครื่องจักร เป็นต้น 
3. มีการจ่ายเงินปันผลในระดับที่ดีและสม่ำเสมอ
4. คณะผู้บริหารถือหุ้นของบริษัทเป็นจำนวนมาก 
5. ผลตอบแทนของผู้บริหารเป็นไปอย่างซื่อสัตย์และยุติธรรม
6. มีเงินสดในบริษัทเป็นจำนวนมาก
7. ควรจะซื้อหุ้นหลังจากวันที่ได้รับสิทธิเงินปันผลแล้ว เพราะจะทำให้ราคาตกลงมา  และจะเป็นโอกาสที่ดีในการลงทุน

       นี่คือหลักการและเทคนิคของวอลเตอร์ สกลอส ที่ทำให้เขาได้หุ้นหลายเด้ง ตลอดเวลาที่เขาทำงานจนประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีมาโดยตลอด สุดท้ายนี้ขอสรุปเป็นคำพูดของวอลเตอร์ สกลอสเลยนะครับ "จงทำในสิ่งที่คุณอยากทำ มากกว่าที่จะทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ แต่ต้องทำเพียงเพราะเพื่อเงินเท่านั้น" , "ผมได้เรียนรู้ว่า ผมแค่ต้องพยายามทำให้ตัวเองอยู่รอดในตลาดหุ้นให้ได้ คล้ายๆกับการอยู่รอดในสงคราม และไม่ขาดทุน ในที่สุดก็จะประสบความสำเร็จ" นี่เป็นตัวอย่างส่วนหนึ่งของวอลเอตร์ สกลอสนะครับ  เพื่อไว้เป็นแนวทางให้กับท่านที่กำลังจากเล่นหุ้นเพื่อให้ได้หุ้นหลายเด้งเหมือนแบบวอลเตอร์ สกอส..







+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ วอลเตอร์ สกลอส



หุ้น10เด้ง

    ปีเตอร์ ลินช์ ได้คิดหาวิธีการว่าจะทำอย่าไงให้ได้หุ้น 10 เด้งโดยการมองหาหุ้นที่จะเติบโตในระยะยาว การศึกษางบการเงินและการดูตัวเลขที่สำคัญ  และวางหลักการสำหรับการลงทุนในหุ้นวัฏจักร หุ้นฟื้นตัว และหุ้นโตเร็ว  ก่อนอื่นเลยเรามาทำความรู้จักกับปีเตอร์ ลินช์กันก่อนนะครับ

       ปีเตอร์ ลินช์ เป็นผู้บริหารกองทุนรวมที่ใหญ่ที่สุดกองหนึ่งของสหรัฐอเมริการที่มีชื่อว่า ไฟเดลลิตี้ แมกเจลสัน ตั้งแต่ปี 2520 จากนั้นเขาได้สร้างความฮือฮาให้เกิดขึ้นในวงการตลาดหุ้นของอมเริกา  ด้วยการทำให้ผลตอบแทนของกองทุนของเขาออกมาสูงถึง 28 เท่า ภายในเวลา 13 ปี คิดง่ายๆก็คือ ถ้าในปี2520 เขาลงทุนไป 1 ล้านบาท แปลว่าปี 2533 เขาจะได้รับเงินถึง 28 ล้านบาท ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีเลยครับ ซึ่งหลักการของเขามีดังนี้คือ
       นักลงทุนทั่วไปสามารถกลายเป็นนักลงทุนผู้เชี่ยวชาญได้ และสามารถเลือกหุ้นที่จะเอาชนะตลาดได้  เช่าเดียวกับนักลงทุนมืออาชีพ  นักลงทุนทั่วไปเหล่านี้  เขาสามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้อย่างมหาศาล เขาเพียงแค่สังเกตแนวโน้มของธุรกิจเหล่านั้นโดยการไปสัมผัสด้วยตัวของเขาเอง  เริ่มต้นจากสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุดคือศูนย์การค้าไปยังสถานที่ทำงาน เราอาจจะพบบริษัทที่มีศักยภาพที่จะประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงก็เป็นได้ครับ
       ความสำเร็จอย่างสูงในที่นี้หมายถึงหุ้น 10 เด้ง ซึ่งก็คือหุ้นที่มีราคาสูงขึ้นไปถึง 10 เท่าตัว หรือมากกว่านั้น  และทำให้พอร์ตหุ้นของคุณเป็นพอร์ตที่ดีเยี่ยม ปีเตอร์ ลินช์ ได้คิดหาวิธีการว่าจะทำอย่าไงให้ได้หุ้น 10 เด้งโดยการมองหาหุ้นที่จะเติบโตในระยะยาว การศึกษางบการเงินและการดูตัวเลขที่สำคัญ  และวางหลักการสำหรับการลงทุนในหุ้นวัฏจักร หุ้นฟื้นตัว และหุ้นโตเร็ว เขาได้แบ่งหุ้นออกเป็น 6 ประเภทด้วยกันคือ

  1. หุ้นโตช้า ส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่และเก่าแก่โดยบริษัทเหล่านี้มักจะมีรายได้และกำไร มีอัตราการเติบโตมากกว่าอัตราของเศรษฐกิจไม่มากนัก ซึ่งปีเตอร์ ลินช์ ไม่ค่อยหุ้นในกลุ่มประเทศนี้
  2. หุ้นแข็งแกร่ง เช่นหุ้นน้ำอัดลม  คอลเกตปาล์มโอลีพ เขามองว่าการซื้อหุ้นเหล่านี้ก็เหมือนกับการไต่ขึ้นภูเขาเตี้ยๆ การที่จะทำกำไรได้สูงๆติดต่อกันเป็นเวลานานเขามองว่าเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก  แต่พอมาเห็น วอร์เรน บัฟเฟตต์ ชอบหุ้นประเภทนี้เขาก๋เปลี่ยนความคิดว่า มาลองดูบ้างก็ได้ เพื่อปกป้องในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี
  3. หุ้นโตเร็ว นี่คือการลงทุนที่เขาชอบ บริษัทขนาดเล็กมาแรงที่เติบโตได้ปีละ 25% นอกจากนั้นหุ้นเหล่านี้ยังมีโอกาสเติบโตได้ 10 เด้ง 20 เด้ง 30 เด้ง มากกว่านั้นเลยทีเดียว  เขาให้ข้อคิดอย่างหนึ่งว่า บริษัทที่โตเร็ว ไม่จำเป็นว่าต้องอยู่ในอุตสาหกรรมที่โตเร็ว
  4. หุ้นวัฏจักร เป็นหุ้นของบริษัทที่มีรายได้และกำไรขึ้นลงเป็นประจำสม่ำเสมอ และพอจะคาดการณ์ได้ว่าทิศทางต่อไปจะเป็นอย่างไร ชเ่น เมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว หุ้นเล็ก หุ้นเคมี และหุ้นอื่นๆ ก็น่าจะดีขึ้น เพราะผู้คนต้องขยายงานมากขึ้น (จังหวะเวลาจึงเป็ที่สำคัญที่สุดของหุ้นกลุ่มนี้) คุณต้องจับทิศทางให้ได้ว่าเศรษฐกิจกำำลังไปทางไหน เพราะถ้าคาดการณ์ผิด ก็มีสิทธิ์เจ๋งเหมือนกันครับ
  5. หุ้นฟื้นคืนชีพ เป็นหุ้นที่มีราคาตกต่ำ บางบริษัทอาจเข้าขั้นที่จะล้มละลายไปเลยก็มี มีตัวอย่างบริษัทหนึ่งเป็นบริษัทรถยนต์ เกิดการขาดสภาพคล่องตัวจนเกือบจะล้มละลาย  แต่หลังจากที่บริษัทได้ปรับปรุงหลายสิ่งหลายอย่างจนกลับมาทำตลาดได้แล้ว ราคาหุ้นก็พุ่งกระฉูดดด
  6. หุ้นทรัพย์สินมาก  คือบริษัทที่มีทรัพย์ซ่อนอยู่เป็นจำนวนมาก แต่บรรดานักวิเคราะห์ต่างมองข้ามไป ปีเตอร์ลินช์ ได้แนะนำการดูบริษัทเหล่านี้คือ มีเงินสดเยอะ มีหนี้น้อย และมีอสังหาริมทรัพย์ เป็นจำนวนมาก เป็นต้น แต่หวังว่าคงไม่เจอบริษัทจำพวกที่มีน้อยแต่ทำเหมือนมี แต่ความจริงก็ไม่มี

       คราวนี้เรามาดูกันครับว่าปีเตอร์ ลินช์ชอบหุ้นแบบไหน
1. เป็นชื่อบริษัทที่ฟังดูแล้วน่าเบื่อ ไม่ค่อยมีความสำคัญ อย่างเช่นบริษัทที่ผลิตจุกฝาควดน้ำ เขามองว่าเป็นข้อดี เพระาผุ้คนมักจะไม่สนใจในสิ่งที่ดูแล้วน่าเบื่อ

2. เป็นบริษัที่ผลิตสินค้าที่ดูแล้วน่าเบื่อหน่าย ก็จะสามารกันคนที่ไม่ฉลาดออกไปได้

3. เป็นบริษัทที่ทำอะไรที่คนส่วนใหญ่ไม่ชอบทำเช่น บริษัทขยะ

 4. เป็นหุ้นของบริษัทที่แตกตัวออกมา แสดงว่าผู้บริหารบริษัทนั้นต้องเห็นความสามารถและมีความมั่นใจในบริษัทลูกที่แตกตัวออกมา

5. เป็นหุ้นที่สถาบันลงทุนไม่ชอบที่จะลงทุนด้วย ต้องสังเกตดูว่าบริษัทไหนที่มีการถือหุ้นไว้น้อยๆหรือไม่ได้ถือเลย นั่นแหละครับ 

6. เป็นหุ้นที่รู้สึกว่ามีปัญหาบางอย่างที่กำลังคุกคามอยู่ เช่นปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาการปะท้วง สิ่งเหล่านี้เป็นโอกาสดี ที่จะได้หุ้นดีราคาต่ำ

7. เป็นบริษัทที่ประสบปัญหาขั้นร้ายแรง เช่นโรงงานระเบิด กระบวนการผลิตที่ทำให้พนักงานเสียชีวิต

8. เป็นในอุตสาหกรรมที่กำลังแย่ เช่นพวกที่ผลิตสินค้าได้ในราคาต้นทุนที่ต่ำ เป็นต้น จึงจะทำกำไรได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ

9. เป็นบริษัทที่มีจุดเด่น เช่น บริษัทคอลเกตปาล์มโอลีฟ เป็นต้น

10. ผู้คนต้องซื้อสินค้าของบริษัทนี้เรื่อยๆ เช่นบริษัท อิชิตัน โออิชิกรีนที พวกนี้เป็นต้น

11. เป็นบริษัทที่ชอบใช้เทคโนโลยี เช่นพวก 7-11 ที่ใช้ เครื่องคิดสินค้าเป็นเครื่องคิดเลขไปในตัว มีเทคโนโลยีใหม่ๆ

12. คนในบริษัทกำลังซื้อหุ้นเป็นของตัวเองกลับคืน นั่นแปลว่าบริษัทนี้กำลังไปได้ดี 

13. บริษัทกำลังซื้อหุ้นคืนอยู่ เหมือนกับข้อ 12. นั่นแหละครับ แสดงถึงว่าบริษัทต้องมีอนาคตที่ดีแน่ และหุ้นต้องมีอนาคตที่ดีตามไปด้วยนะครับ

       บทสรุปของบทความหุ้น10เด้งนี้ผมขอสรุปเป็นคำพูดของปีเตอร์ ลินช์เลยนะครับ  ปีเตอร์ ลินช์ บอกว่า "ทุกๆคน ต่างก็มีความเฉลียวฉลาดที่จะลงทุนในตลาดหุ้นได้เพียงแค่จบคณิตศาสตร์จากชั้นป.5 มาได้ คุณก็สามารถทำได้ครับ"
"จงลงทุนในธุรกิจที่คนโง่สามารถบริหารได้  เพราะในวันใดวันหนึ่งธุรกิจที่คุณลงทุนไว้ อาจจะมีคนโง่ๆเข้ามาบริหารก็เป็นได้"
"หัวใจในการทำกำไรในหุ้นคือ ความไม่กลัว"
"การลงทุนเป็นที่สนุกสนาน ตื่นเต้น และอันตราย ถ้าคุณไม่ได้ทำการบ้านมาเป็นอย่างดี"
"เบื้องหลังของหุ้นทุกตัวนั่นก็คือ บริษัทนั่นเอง ค้นหาให้เจอว่าเขากำลังทำอะไรอยู่"  จดจำคำพูดเหล่านี้ของปีเตอร์ ลินช์ไว้นะครับ เพราะคุณอาจจะทำหุ้น10เด้งได้เหมือน ปีเตอร์ ลินช์..







เบนจามิน เกรแฮม

      เบนจามิน เกรแฮม ผู้ที่เป็นอาจารย์สอนวาชาเรื่องการลงทุนให้แก่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ผู้เป็นกูรูมหาเศรษฐีด้านการลงทุน  นอกจากนี้เบนจามิน เกรแฮมยังถือได้ว่าเป็นผู้ที่คิดค้นวิธีการเล่นหุ้นยังงัยให้ได้หุ้นหลายเด้ง ในบทความนี้จะพาท่านย้อนกลับไปดูเรื่องราวของเขาว่าเดิมทีเขาเป็นใคร เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นกับตัวเขาบ้าง และหุ้นหลายเด้งเขาทำอย่างไร

      ชีวิตและการลงทุนของเบนจามิน เกรแฮม 
       เกรแฮมเกิดที่กรุงลอนดอนในปี 1894 หลังจากนั้นครอบครัวของเขาย้านมาอยู่ในสหรัฐอเมริกา เมื่อมาอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน บิดาของเขาก็เสียชีวิตลง  แม่ของเขาก็ต้องสูยเสียเงินออมเกือบทั้งหมด อันเนื่องมาจากวิกฤตทางเศรษฐกิจในช่วงเวลานั้น  ด้วยเพราะเหตุนี้เอง เกรแฮมต้องอดทนเป็นอย่างมากเป็นเวลานานเพื่อเอาชนะความยากจนนี้ไปให้ได้ ในที่สุดเขาก็สอบเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยโครลัมเบียที่เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของอเมริกา เพื่อหวังว่าเรียนจบมาแล้วจะได้มีงานที่ดีทำ
      หลังจากที่เรียนจบแล้ว เขาได้เป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยนี้ และทำงานเป็นนักวิจัยทางการเงินและการลงทุน  นอกจากนี้แล้วเขายังทำงานเป็นนักค้าหุ้นที่บริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง  ผลงานของเขาโดดเด่นมากจนได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการและหุ้นส่วนของบริษัท เขาสามารถทำเงินได้เป็นจำนวนมากจากอาชีพนี้  ได้รับผลตอบแทนประมาณ 5แสนดอลลาร์ต่อปี ถ้าคิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 15 ล้านบาท (อันนี้คือจัวเลขเมื่อเกือบร้อยปีที่แล้วนะครับ ถ้าเป็นตอนนี้ก็คงเกือบ 50 ล้านบาทเห็นจะได้) ลองคิดดูนะครับว่าถ้าทำงาน 1 ปีแล้วได้เงินประมาณ 50 ล้านบาท ท่านคิดว่างานนี้น่าทำมั้ยละครับ
       ในปีพ.ศ. 2469 เกรแฮมได้ตัดสินใจก่อตั้งบริษัทการลงทุนร่วมกับนายหน้าค้าหุ้นคนหนึ่งชื่อว่า เจโรมี นิวแมน   ในปี 2472 เกิดเหตุการณ์มหาวิกฤตเศรษฐกิจโลก  ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่มีการเก็งกำไรอย่างสูงในตลาดหุ้นนิวยอร์ก  และจบด้วยความล้มเหลวของคนเล่นหุ้น ลามมาถึงบริษัทหลักทรัพย์ และสถาบันการเงิน จากนั้นก็ค่อยๆลุกลามออกไปทั่วทวีปอเมริกาเหนือ ไปทวีปยุโรป และก็กระจายออกไปทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย  เหตุการณ์ดังกล่าวนี้เกือบจะทำให้เกรแฮมต้องล้มละลาย  แต่ยังโชคดีที่ยังสามารถรอดพ้นมาได้  แต่ว่าเงินที่จะไว้เลี้ยงด฿คตรอบครัวก็มีไม่เพียงพอ ทำให้ภรรยาของเขาต้องไปเป็นครูสอนเต้นรำเพื่อมาช่วยเหลือครอบครัวอีกททางหนึ่ง
       บทเรียนจากมหาวิกฤตดังกล่าวทำให้เบนจามิน เกรแฮมเกิดความคิดว่า จะต้องหาวิธีการลงทุนที่สามารถเผชิญและเอาชนะวิกฤตเศรษฐกิจต่างๆได้  เกรแฮมจึงได้ชวนเพื่อนอาจารย์ที่มีชื่อว่า เดวิด ดอดด์ มาช่วยกันหาแนวทางดังกล่าว และในที่สุดเขาก็ค้นพบและนำแนวทางดังกล่าวมาตีพิมพ์เป็นหนังสือมีชื่อว่า  Security Analysis  ข้อมูลในหนังสือเล่มนี้ ทั้งเกรแฮมและ ดอดด์ ได้ให้แนวความคิดของ มูลค่าที่แท้จริง ของราคาหุ้น  ผมจะขอเล่าถึงบทสรุปของหังสือเล่มนี้เลยครับ ก็คือ จะเน้นไปที่การลงทุนอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จ มีดังนี้ครับ

       การซื้อหุ้นใดๆก็ตาม ต้องซื้อในราคาที่ต่ำกว่า มูลค่าที่แท้จริง ของมันเท่านั้น
       บริษัทที่ทั้งคู่ได้ก่อตั้งขึ้นมานั้นได้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ผลตอบแทนตั้งแต่ช่วงปีพ.ศ. 2469-2499 เป็นเวลาประมาณ 30 ปี เฉลี่ยสูงถึงปีะล 20% ระหว่างนั้นในปี 2492 เบนจามิน เกรแฮม ได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งที่มีชื่อว่า The Intelligence Investor  หนังสือเล่มนี้ให้ความรู้เกี่ยวกับ การลงทุนที่เน้นคุณค่า และได้ให้แนวทางการลงทุนแบบใหม่ ที่เน้นในเรื่องการลงทุนในหุ้นคุณค่า หลักการลงทุนในหนังสือเล่มนี้เป็นที่ยอมรับและแพร่หลายออกไปอย่างกว้างขวาง จนหนังสือเล่มนี้ได้รับสมยานามว่า "คัมภีร์ไบเบิ้ลแห่งการลงทุนเน้นคุณค่า" และเกรแฮมเองก็ได้รับสมยานามว่า บิดาแห่งการวิเคราะห์หลักทรัพย์

       ข้อสรุปต่อมาคือ เทคนิคการแสวงหาหุ้นหลายเด้ง
       หากหุ้นใดที่ราคาต่ำลงมามากแล้ว และเป็นหุ้นที่เกรแฮมส่วนใหญ่สนใจและสามารถหามูลค่าหุ้นที่แท้จริงของหุ้นตัวนั้นได้  เขาก็จะพิจารณาต่ออีกว่าราคาที่เสนอขายของหุ้นตัวนั้นมีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงมากเพียงพอที่จะทำให้เขาอยากซื้อมั้ย  ถ้าราคาหุ้นถูกจริงๆ เขาก็จะซื้อหุ้นตัวนั้น เพราะเขารู้ดีว่าถ้าเขาซื้อหุ้นได้ในราคาที่ถูก เขาก็จะยิ่งม่ส่วนเผื่อในความปลอดภัยยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นส่วนเผื่อที่จะช่วยให้เขารอดพ้นจากการขาดทุน ก็คือ ลงทุนถูกเพื่อเป็นการป้องกันการขาดทุนนั่นเองครับ

       ข้อสรุปต่อมาคือ การใช้เทคนิค Net - Net  ในการค้นหาหุ้นหลายเด้ง
       วิธีนี้จะเกี่ยวข้องกับตัวเลขทางบัญชีบ้างนั่นก็คือ การค้นหาบริษัทที่มีเงินสดบวกกับทรัพย์สินที่เทียบเท่าเงินสดของบริษัท(หมายถึงทรัพย์สินหมุนเวียนนะครับ) และหักออกด้วยหนี้สินของบริษัททั้งหมดทั้งระยะสั้นและระยะยาว  แล้ว ตัวเลขที่ออกมาเท่ากับมูลค่าของบริษัทที่ซื้อขายกันอยู่ในตลาดหุ้น
       สรุปก็คือเอาเงินสดและสิ่งที่เทียบเท่าเงินสดทั้งหมด ถ้านำมาคิดรวมกันแล้วสามารถนำไปจ่ายชำระหนี้ได้ทั้งหมด  ที่เหลือก็เท่ากับว่าจะได้เป็นทรัพย์สินระยะยาวขึ้นมา  ได้แก่ ที่ดิน อาคาร โรงงาน เป็นต้น  ถ้าราคาหุ้น คูณกับหุ้นทั้งหมดออกมาแล้ว เท่ากับ ราคาของสินทรัพย์ระยะยาวทั้งหมดนั่นเเองครับ
อย่างไรก็ตามเบนจามินเกรแฮมจะซื้อที่ตนเองชอบในราคาประมาณ 2 ใน 3 ของมูลค่าเต็มแบบ Net-Net เท่านั้น ซึ่งจะทำให้มีส่วนเผื่อในความปลอดภัย มากเพียงพอที่จะป้องกันการขาดทุนของหุ้นนั้นไว้ได้ครับบ

       หลักเกณฑ์ในการหาหุ้นหลายเด้งของเบนจามิน เกรแฮม
      เนื่องจากว่าเขาเป็นคนที่มีวินัยในการลงทุนที่สูง  ดังนั้นเขาจึงตั้งเกณฑ์การหาหุ้นไว้อย่างละเอียด  ผมจะขอนำหลักเกณฑ์ของเกรแฮมให้เหมาะสมกับตลากหุ้นในเมืองไทยนะครับ
  - การจัดพอร์ดโฟลิโอของเกรแฮม จะจัดพอร์ตหุ้นและตราสารหนี้ไว้ที่อัตราส่วนประมาณ 50:50 แต่ในยามที่ตลาดผันผวนอัตราส่วนนี้อาจจะเปลี่ยนไปเป็นถึง 75:25  หรือ 25:75 ก็เป็นได้ ขึ้นอยู่กับโอกาสที่จะซื้อหรือขายหุ้นนั่นเองครับ
  - จำนวนหุ้นที่เกรแฮมจะถือ ณ เวลาใดๆก็ตาม จะอยู่ประมาณ 10-30 ตัว ซึ่งเป็นจำนวนที่เกรแฮมคิดว่า จะสามารถกระจายความเสี่ยงได้ดี และสามารถที่จะติดตามราคาหุ้นและผลประกอบการได้อย่างทั่วถึง
  - ต้องไม่เป็นบริษัทเทคโนโลยี เพราะเกรแฮมไม่เข้าใจว่าธุรกิจเหล่านี้จะสามารถสร้างผลกำไรในรยะยาวได้อย่างไร เขาจึงไม่ลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้  ผมเชื่อว่าเขาต้องลงทุนในหุ้นบริษัทที่เป็นจำพวกของกิน เพราะของกินเป็นสิ่งที่กินแล้วหมดไปในทันที บริษัทต้องคอยผลิตออกมาได้เรื่อยๆ ซึ่งต่างจากเทคโนโลยี ที่ซื้อเพียงแค่ครั้งเดียวใช้ได้เป็นสิบปี
  - ต้องไม่เป็นสถาบันการเงิน เขามองว่าบริษัทเหล่านี้เวลาที่เกิดวิกฤต มีโอกาสที่จะล้มละลายแบบไม่มีวันกู่กลับไปเลย
  - มีอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้นไม่ต่ำกว่า 30% เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี
  - ไม่มีผลขาดทุนในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
  - ราคาหุ้นต่อกำไรต่อหุ้น ต้องน้อยกว่า 15 เท่า
  - ราคาหุ้นต่อมูลค่าทางบัญชี ต้อวน้อยกว่า 2.2 เท่า
  - ค่าหนี้สินต่อทุนต้องมีค่าน้อยกว่า 1 เท่า
  - ข้อสุดที่จะผ่านเกณฑ์ของเบนจามิน เกรแฮมนั่นก็คือ หุ้นตัวนั้นๆ ต้องเป็นหุ้นของบริษัทที่จ่ายเงินปันผล

       บทสรุปของบทความนี้ขอสรุปเป็นคำพูดของเบนจามิน เกรแฮมเลยครับ "ถ้าคุณคิดจะซื้อหุ้น คุณควรจะเลือกซื้อหุ้นที่วิธีเดียวกับที่คุณซื้อของในซุปเปอร์มาร์เก็ต ไม่ใช่วิธีเดียวกับที่คุณซื้อน้ำหอม" (ซื้อหุ้นที่มีประโยชน์ที่ดูแล้วมีประโยชน์จริงๆเท่านั้น) , "ใครก็ตามที่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้แล้ว เขาคนนั้นก็ยากจะที่จะทำกำไรจากการลงทุนได้"(อย่าใช้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผลนะครับ) , "การลงทุนเพื่อผลกำไร ไม่ควรอยู่บนพิ้นฐานของการมองโลกในแง่ดี แต่ควรอยู่บนพื้นฐานของคณิตศาสตร์"(ต้องคิดไตร่ตรองให้ดีแล้วค่อยลงทุนนะครับ อย่าผลีผลาม) , "ในโลกของหุ้น ความกล้าหาญจะกลายเป็นพลังอันสูงสุดได้ก็ต่อเมื่อ มีพร้อมทั้งความรู้และการพิจารณาอย่างรอบคอบแล้วเท่านั้น"  ทั้งหมดนี้เป็นคำพูดของเกรแฮม ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น "บิดาแห่งการวิเคราะห์หลักทรัพย์" ครับ




++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ขอบคุณข้อมูลจาก ประวัติเบนจามิน เกรแฮม
ภาพจากSinthomcafe