สารบัญเว็บไซต์

สารบัญเว็บไซต์ !

รูปแบบที่ใช้ทำกำไรจาก forex

       ในโลกของเรากำลังเผชิญกับความวุ่นวายต่างๆนานา ค่าเงินตกต่ำค่าน้ำมันลดลง แต่มีเพียงอย่างเดียวกลับพุ่งสูงขึ้นนั่นคือทองคำ แน่นอนราคาทองคำเป็นสิ่งที่ผันผวนอยู่ตลอดเวลา แต่การผันผวนของมัน มีรูปแบบที่ซ่อนอยู่ หากเราทุกคนหรือใครก็ตามที่มองรูปแบบนี้ได้เราจะเป็นผู้ชนะในการทำกำไรในตลาด forex ซึ่งเราจะรู้ล่วงหน้าได้ทันทีว่าจากนี้ไปทองจะขึ้นหรือทองจะลง
      จากนี้ไปเราจะมาพบกับรูปแบบการทำกำไรในตลาด forex ซึ่งผมจะเน้นไปที่ทองคำเพราะทองคำมีการผันผวนอยู่ตลอดเวลามากกว่าค่าเงินทุกๆกลุ่ม
รูปแบบที่ผมใช้บ่อยที่สุดนั่นคือรูปแบบสามเหลี่ยมเรามาดูกันว่ามันมีรูปแบบสามเหลี่ยมใดบ้าง






      ทั้งหมดนี้เป็นแค่ตัวอย่างส่วนหนึ่งที่ได้มาจากกราฟทองคำของจริง จะสังเกตเห็นได้ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่กราฟหลุดจากแนวต้านเส้นบนขึ้นไป แปลว่ากราฟจะขึ้นหรือทองคำจะขึ้นนั้นเอง แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่กราฟหลุดจากเส้นล่างหรือเส้นแนวรับลงมาก็แปลว่าทองกำลังจะลง
**(การแคปภาพหน้าจอทั้งหมดเป็นช่วงที่ทองคำกำลังจะขึ้น)
     นอกจากนี้ยังมีรูปแบบสามเหลี่ยมอย่างอื่นอีกมากมายและก็ยังมีรูปแบบที่ใช้ทำกำไรในรูปแบบอื่นอีกมากมายเช่นเดียวกัน ติดตามดูในโพสตรั้งต่อไปนะครับว่าผมจะนำรูปแบบทองคำและรูปแบบใดบ้างมาแชร์ให้ทุกคนได้ดูกัน.
  ขอบคุณครับ




     

เรื่องราวข้อคิดดีๆ

       วันนี้ผมมีเรื่องราวข้อคิดดีๆ ของชีวิตมาให้ทุกท่านได้อ่านกัน คือหลังจากที่ผมได้อ่านแล้วรู้สึกว่ามันมีความหมายที่ดีต่อการดำเนินชีวิตร่วมกัน จึงอยากนำมาเผยแพร่ให้ทุกคนได้อ่านกันเยอะๆ
       ชายจีนคนหนึ่งแบกถังน้ำสองใบไว้บนบ่า....
เพื่อไปตักน้ำที่ริมลำธาร ถังน้ำใบหนึ่ง
มีรอยแตก ในขณะที่อีกใบหนึ่งไร้รอยตำหนิ
และสามารถบรรจุน้ำกลับมาได้เต็มถัง
แต่ด้วยระยะทางอันยาวไกล จากลำธารกลับสู่บ้าน
จึงทำให้น้ำที่อยู่ในถังใบที่มีรอยแตกเหลืออยู่เพียงครึ่งเดียว
.........
หลังจากเวลา 2 ปี ที่ถังน้ำที่มีรอยแตก
มองว่าเป็นความล้มเหลวอันขมขื่น
วันหนึ่งที่ข้างลำธาร มันได้พูดกับคนตักน้ำว่า
'ข้ารู้สึกอับอายตัวเองเป็นเพราะรอยแตก
ที่ด้านข้างของตัวข้า ทำให้น้ำที่อยู่ข้างในไหลออกมา
ตลอดเส้นทางที่กลับไปยังบ้านของท่าน'
คนตักน้ำตอบว่า
'เจ้าเคยสังเกตหรือไม่ว่ามีดอกไม้เบ่งบาน
อยู่ตลอดเส้นทางในด้านของเจ้า
แต่กลับไม่มีดอกไม้อยู่เลยในอีกด้านหนึ่ง
เพราะข้ารู้ว่าเจ้ามีรอยแตกอยู่
ข้าจึงได้หว่านเมล็ดพันธุ์ดอกไม้
ลงข้างทางเดินด้านของเจ้า
และทุกวันที่เราเดินกลับ ...
เจ้าก็เป็นผู้รดน้ำให้กับเมล็ดพันธุ์เหล่านั้น
.........
เป็นเวลา 2 ปี ที่ข้าสามารถที่จะเก็บดอกไม้
สวยๆ เหล่านั้นกลับมาแต่งโต๊ะกินข้าว
ถ้าหากปราศจากเจ้าที่เป็นเจ้าแบบนี้แล้ว ...
เราก็คงไม่อาจได้รับความสวยงามแบบนี้ได้
.........
คนเราแต่ละคนย่อมมีข้อบกพร่อง
ที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง แต่รอยตำหนิ
และข้อบกพร่องที่เราแต่ละคนมีนั้น
อาจช่วยทำให้การอยู่ร่วมกันของเราน่าสนใจ
และกลายเป็นบำเหน็จรางวัลของชีวิตได้
.........
สิ่งที่ต้องทำก็เพียงแค่ยอมรับคนแต่ละคน
ในแบบที่เขาเป็น และมองหาสิ่งที่ดีที่สุด
ในตัวของพวกเขาเหล่านั้นเท่านั้นเอง
มองโลกหลายๆ ด้าน เพราะคนเราไม่ได้มี
แต่ข้อเสียเท่านั้น.

อ่านเรื่องราวข้อคิดดีๆนี้จบแล้วรู้สึกอย่างไรกันบ้างครับ

-------------------------------------------------------------------------------------
ที่มา: ฟอร์เวิร์ดเมล
ห้องสมุดออนไลน์ / คริสเตียน


ถ้าซ้ำหรือเคยอ่านแล้วขออภัย

เริ่มทำอาชีพเสริมขั้นที่6

       การเริ่มทำอาชีพเสริมในขั้นตอนที่6 นี้จะพูดถึงเรื่องการฝึกสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่น คนที่เคยทำงานประจำหรือที่ตอนนี้กำลังทำงานประจำอยู่ คงพบว่าในที่ทำงานเราจะมีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบอยู่ด้วย นั่นถือว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ทว่าหากคุณคิดที่จะเริ่มทำอาชีพเสริมหรือว่าจะมีธุรกิจเป็นของตัวเองแล้ว ความคิดที่ว่าไม่อยากจะสร้างสัมพันธภาพกับใครๆนั้น ต้องเลิกคิดไปได้เลยครับ
       ความคิดที่จะไม่อยากสร้างสัมพันธภาพกับใครๆนั้น คุณคงทำไม่ได้อีกแล้วเพราะมันจะเป็นอุปสรรคสำคัญสกัดกั้นความสำเร็จอย่างยิ่ง คุณต้องเริ่มปรับเปลี่ยนตัวเองเป็นการใหญ่ทีเดียว แต่ถ้าคนที่มีสัมพันธภาพที่ดีกับคนรอบตัวอย่างง่ายๆอยู่แล้วก็ถือเป็นเรื่องที่ดีและก็ควรปฏิบัติให้มากขึ้นกว่าเดิม
      การเริ่มต้นทำอาชีพเสริมขั้นที่ 6 นี้คุณต้องเป็นผู้ให้ที่ดีและมากขึ้นเท่าที่จะทำได้
       ธรรมชาติของคนส่วนใหญ่ชอบที่จะรับมากกว่าให้ ปรัชญาของนักธุรกิจที่ประสบคงามสำเร็จทั้งหลายจึงบอกว่า "ผู้ที่ให้ย่อมได้รับการตอบแทนเสมอ" เมื่อให้คนอื่น คนอื่นถุงจะยอมมาเสวนาด้วย และในขณะเดียวกันที่คุณกำลังเป็นฝ่ายให้ผู้อื่น ตนเองก็กำลังได้รับการช่วยเหลือทางอ้อมรวมถึงอนาคตก็เป็นได้  คนที่ปนะกอบธุรกิจหรือมีอาชีพที่ก้าวหน้าได้ดี คือคนที่ หมุนเงินเป็น คือการไหลเวียนจากจุดหนึ่วไปยังอีกจุดหนึ่ง แต่ถ้าคุณเป็นคนที่เห็นแก่ได้ หรือพยายามเก็บเอาทุกสิ่งทุกอย่างไว้กับตัว เท่ากับว่าคุณทำให้การไหลเวียนของเงินสะดุดลง และสุดท้ายมันจะตัน ทำให้โอกาสที่เงินจะไหลกลับมามียากยิ่งขึ้น
       วิธีเดียวที่จะทำให้เงิน ธุรกิจ เพื่อน หรืออะไรก็ตามที่คุณปรารถนาหมุนกลับมาหาคุณ คุณต้องทำตัวใหีเป็นคนใจกว้าง ใส่ใจกับเรื่องคนอืนให้พอเหมาะ แม้แต่คุณเองที่ไปซื้อของหรือว่าไปใช้บริการจากที่ใดก็ตาม ก็ควรจ่ายเงินให้ผู้บริการอย่างเหมาะสม รวมไปถึงสนับสนุนองค์กรการกุศลเพื่อช่วยเหลือสังคมบ้าง ลองสังเกตจากเรื่องเล็กก่อนก็ได้ครับ ถ้าหากเช้าวันไหนคุณได้ใส่บาตรพระตอนเช้า คุณจะรู้สึกอิ่มเอิบ สบายใจ แต่ถ้าวันไหนที่ไม่ได้ใส่ มันจะรู้สึกไม่เหมือนกับวันที่ใส่ นั่นแหละครับ คือผลของการให้และผลของการที่ไม่ได้ให้ ความรู้สึกและสิ่งที่ได้รับมันะต่างกัน บางคนอาจถึงขั้นไม่สบายใจเลยก็มีครับ
       การออกมาเริ่มต้นชีวิตใหม่หรือการพยายามเปลี่ยนแปลงชีวิตเพื่อจะร่ำรวยก็เช่นกัน ไม่ได้สำคัญว่าตอนนีืคุณจะมีเงินหรือทรัย์สินมากสักเท่าไหร่ก็ตาม ขอให้รู้จีกการเป็นฝ่ายให้ก่อน และเมื่อได้ให้อะไรใครไปแล้วก็อย่ามานั่งคิดเสียดายนะครับ เพราะคุณรู้อยู่แล้วว่าคุณทำอะไรลงไป สรุปก็คือ การเริ่มต้นทำอาชีพเสริมขั้นที่ 6 นี้จะเน้นให้สร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่นด้วยเริ่มเป็นผู้ให้ ธรรมชาติของให้คือ ยิ่งให้จะยิ่งได้รับ เชื่อเถอะครับว่าผลลัพธ์ของการให้มันน่าอัศจรรย์มากกว่าที่คุณคาดคิดไว้ก็เป็นได้




----------------------------------------------------------------------------------------
     

เริ่มต้นทำอาชีพเสริมขั้นที่ 3

        การเริ่มต้นทำอาชีพเสริมขั้นที่ 3 นี้ผมจะนำเสนอทีเดียวเลยอีก 3 ขั้นที่เหลือนะครับ เพื่อจะได้ไม่เสียเวลาในการค้นหาข้อมูล ในขั้นตอนที่ 4 นี้จะพูดถึงเรื่องความเสมอต้นเสมอปลาย ทำอะไรแล้วต้องทำให้ต่อเนื่อง อย่าทำแบบทิ้งขว้าง รวมถึงน้ำใจไมตรีที่มีให้กันก็ควรจะรักษาไว้อย่างต่อเนื่อง 
       การเริ่มต้นทำอาชีพเสริมขั้นตอนที่ 3 จะเน้นเรื่องความเสมอต้นเสมอปลายครับ ทำอะไรแล้วต้องทำจริง ทำอย่างต่อเนื่อง ถ้าตอนที่คุณยังทำงานประจำเป็นมนุษย์เงินเดือนอยู่ เคยยิ้มแย้มแจีมใสและเป็นมิตรอย่างไร แม้สถานภาพคุณอาจจะเปลี่ยนไปแล้วในตอนนี้แต่จิตใจของคุณไม่ควรเปลี่ยนไปตามสภาวะนอกง่ายๆ ไม่ใช่แจ่เพียงการพูดจาและยกย่องชื่นชมคนอื่นในยามที่ตนเองเดือดร้อนหรือต้องการความช่วยเหลือเท่านั้น เวลาปกติที่ไม่มีธุระอะไร หรือไม่ต้องการความช่วยเหลือจากใคร ก็ต้องรักษาสภาพจิตใจและไมตรีให้คงอยู่ตลอด อย่าได้ทำกันแบบว่าเดินสวนกันก็ทำเป็นเฉยเมย หรือเวลาอารมณ์ไม่ดี เจอหน้าก็ไม่ยิ้มแย้ม ไม่ทักทาย แต่พออารมณ์ดีจะพูดหวานมาแต่ไกล การกระทำเช่นนี้คนรอบจะเห็นคุณเป็นคนไม่สม่ำเสมอ เป็นคนลักปิดลักเปิด และไม่แน่ใจว่าจะมาอารมณ์ไหน ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ไม่มีที่คุณจะเอาชนะใจของใครได้ และการทำงานก็อาจจะประสบปัญหามากขึ้นในอนาคตเพราะไม่มีใครอยากร่วมงานด้วย เพราะฉะนั้น ควรหัดเป็นคนที่เสมอต้นเสมอปลายเอาไว้ตลอดเวลานะครับ เพื่ออนาคตที่ดีกับตัวคุณเอง
       การเริ่มทำอาชีพเสริมในขั้นตอนที่ 4 ผมอยากจะบอกว่า ควรหาความรู้ใส่ตัวอยู่สม่ำเสมอเช่นกันครับ
       เพราะในขณะที่คุณกำลังจะริเริ่มทำอะไรใหม่ๆ คุณจะมีความรู้สึกสบายมากขึ้นที่มีความ้ป็นอิสระ แต่คุณก็ไมีอาจทำงานแบบ เช้าชามเย็นชาม ได้อีกต่อไป เพราะ ความรู้ เป็นสิ่วสำคัญมาก สำหรับการเริ่มต้นใหม่ จากที่ไม่เคยคิดจะหาความรู้ใหม่ ตอนนี้ก็น่าจะถึงเวลาที่จะลุกขึ้นมาใส่ใจกับสิ่งรอบตัวใหัมากขึ้น เพราะการเป็นคนที่รอบรู้ในเรื่องต่างๆ ที่อยู่รอบตัว รู้จริง รู้กว้างและลึกซึ้งจะทำให้คนที่อยู่รอบตัวรู้สึกชื่นชม และใครๆต่างก็อยากจะมาให้คุณเป็นที่ปรึกษาอยู่เสมอ และเมื่อถึงเาที่คุณต้องการความช่วยเหลือบ้าง คนรอบข้างก็พรัอมะให้ความช่วยเหบือเช่นกัน
       การเริ่มทำอาชีพเสริมขั้นที่ 5 ผมจะพูดถึงเรื่องการเป็นคนตรงต่อเวลา
      คุณสมบัติข้อนี้ยังเป็นข้อด้อยของคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะคนไทที่ไม่ค่อยจะมีวินัยในเรื่องของเวลา และแต่ละองค์กรก็ให้ก็ให้ความสำคัญของเวลาที่แตกต่างกันออกไป หากคุณเคยอยู่ในอวค์กรที่ไม่ค่อยรักษาเวลา คุณก็จะกลายเป็นคนที่ไม่รักษาเวลาไปโดยอัตโนมัติ แต่ถ้าได้รับการฝึกให้ตรงต่อเวลาอยู่เสมอจนเป็นนิสัยก็นับว่าคุณโชคดีที่ได้อยู่องค์กรรแบบนั้น การรักษาเวลาจึงถือเรื่องที่สำคัญมาก เพราะเวลาที่เสียไปแล้วไม่สามารถนำกลับคืนมาได้ หากตอนนี้คุณยังไม่ตรงต่อเวลา ก็ควรเริ่มฝึกตั้งแต่วันนี้เพราะมันจะมีผลต่อการที่ตุณจะทำอาชีพเสริม และพัฒนาต่อยอดไปเป็นเจ้าของกิจการ ลองนึกดูนะครับว่า หากคุณเป็นเจ้าของกิจการ แต่ไม่มีความตรงต่อเวลา ไม่รักษาเวลา คุณก็ไม่สามารถที่จะออกคำสั่งให้ลูกน้องมาทำงานให้ตรงต่อเวลาได้อย่างเต็มปากเต็มคำ มีแต่จะโดนลูกน้องสวนกลับซะมากกว่า
       การฝึกความตรงต่อเวลาจะทำให้คนรอบข้างไม่ต้องมาเสียเวลาเพราะคุณ การนัดหมายทั้งในเรื่องสำคัญและเรื่องส่วนตัวก็ไม่เคยล่าช้า เหล่ายี้จะทำให้คุณได้รับการยอมรับนับถือ นั่นเป็นเพราะว่า การตรงต่อเวลาแสดงถึงว่าเราให้ความสำคัญกับผู้อื่นและเป็นการให้เกียรติคนอื่นอย่างมากมายอีกด้วยครับ
       การเริ่มต้นทำอาขีพเสริมขั้นที่ 3 ขั้นที่ 4 และ 5 นี้ คือพื้นฐานของการเป็นเจ้าของกิจการ เจ้าของบริษัทด้วยเช่นกัน หากคุณมีพื้นฐานเหล่านี้อยู่ในตัวเอง ก็จะเป็นที่น่านับถือ น่าไว้วางใจจากผู้คนที่ได้พบเห็นและรู้จัก ซึ่งก็จะส่งผลให้คุณประสบความสำเร็จในอาชีพเสริมได้เช่นกัน




------------------------------------------------------------------------------------------

เริ่มทำอาชีพเสริมขั้นที่ 2

       การเริ่มต้นทำอาชีพเสริมขั้นที่ 2 นี้จะเป็นเรื่องราวที่ต่อจาก การเริ่มทำอาชีพเสริมขั้นที่ 1 นะครับ ซึ่งในขั้นที่ 2 นี้ก็คือ จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการ "ปรับทัศนคติ" คำวีา ทัศนคติ เป็นเพียงความรู้สึกนึกคิด ที่ถูกปรุงแต่งอละเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับสมองของเราว่าจะบังคับบงการ ไม่ว่าจะอยู่สภาวะเช่นไรนั่นเองครับ
       หากเรายังเป็นพนักงานหรืแลูกจ้างที่มีความเป็น "มืออาชีพ" เราก็จะลงมือลงแรงทำงานนั้นอย่างเต็มความสามารถด้วยแนวคิดของึวามเป็นเจ้าของกิจการ ที่อยากจะพัฒนาทักษะและความสามารถเดิมของตัวเองให้ดีขึ้นอยู่ตลอดเวลา
       หากเป็นองค์กรแล้ว องค์กรใดก็ตามที่ได้ลูกจ้างมืออาชีพแบบนี้ก็มีกจะมีแววรุ่งแน่นอนครับ และถ้าหากรู้วิธีสนับสนุนและสามารถดึงศักยภาพของพวกเขาออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ รับรองว่าองค์นั้นจะประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก
       สำหรับคนที่เป็นเจ้าของกิจการแล้ว ก็จะมีแนวคิดแบบมุมกลับ เหมือนพนักงานที่รับเงินเดือนทั่วๆไปคือ เดือนไหนได้มากก็ทำมาก เดือนไหนได้น้อยก็น้อน เดือนไหนขาดทุนก็ไม่ทำ แบบนีจ้ถึงจะมีกิจการเป็นของตัวเองแต่ก็ไม่มีวันเจริญรุ่งเรือง มีแต่จะถดถอยลงไปเรื่อยๆแน่นอนครับ. หลายองค์กรจึงพยายามปลูกฝังแนวคิดให้พนักงานรักบริษัทให้เหมือนกับว่าตัวเองเป็นเจ้าของ หากในการปลูกฝังจิตสำนึกในเรื่องนี้ทำได้ไม่วำเร็จ เจ้าของกิจการบางคยก็ใช้วิธีการ แบ่งหุ้นให้ลูกจ้างเลยก็มีครับ
       ถึงอย่างไรก็ตามความเป็นเจ้าของกิจการ หรือเจัาของธุรกิจสามารถเริ่มต้นได้ตลอดเวลา เพราะการเกิดของธุรกิจและกิจการใหม่ๆไม่ได้ขึ้นอยู่กับสภาวะของเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ขุ้นอยู่กับการปรับทัศนคติของตัวเอง นั่นเองครับ การปรับทัศนคติที่ดี จึงถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ถ้าหากเราสามารถปรับทัศนคติได้ต่อทุกสภาวะ ก็เหมือนกับว่าเราสามารถปรับตัวเข้าหาผู้อื่นและสถานการณ์ในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี
       การเริ่มต้นทำอาชีพเสริมขั้นที่ 2 นี้จะเน้นไปในเรื่องของการปรับทัศนคติ เพราะการจะคิดเริ่มต้นเป็น "เถ้าแก่" มืออาชีพแล้ว ก็ต้องรีบลงมือทำทันที เพราะความจริงที่น่าประหลาดอยู่ข้อหนึ่งคือ ทัศนคติ มันมักจะไม่อยู่กับใครนานๆหรอกครับ มันจะเป็นช่วงๆแล้วก็จะหายไป ทัศนคติที่ดีเท่านั้นที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของคุณเแงในทุกอย่าง
        สุดท้ายนี้ผมมีคำแนะอีกอย่างหนึ่งครับเกี่ยวการเริ่มต้นทำอาชีพเสริมขั้นที่ 2นี้ คือ คนที่คิดจะเริ่มต้นทำอะไรซักอย่างในสิ่งใหม่ๆ คุณต้องพยายามหลีกเลี่ยงอย่าอยู่ใกล้กับคนที่ชอบคิดลบ หรือมีทัศนคติลบเพราะมันจะทำให้คุณคิดในแง่ลบตามได้วย ซึ่งจะนำไปสู่ความล้มเหลวครับ







------------------------------------------------------------------------------------------------

เริ่มต้นทำอาชีพเสริมขั้นที่ 1

       การเริ่มต้นทำอาชีพเสริมขั้นที่1 นี้เป็นเพียงการเริ่มต้นของคนที่ต้องการมีอาชีพเสริมอย่างจริงจัง โดยผมจะบอกอธิบายเป็นขั้นตอนไปนะครับ สำหรับขั้นตอนแรกต้องเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพราะถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก หากคุณคิดจะเริ่มอาชีพหใม่หรือคิดจะเพิ่มอาชีพเสริมขึ้นมา คุณจะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเสียตั้งแต่แรกโดยเริ่มต้นที่ดังนี้ครับ
       การเริ่มต้นทำอาชีพเสริมขั้นตอนที่ 1 ต้องเข้าใจตัวเองก่อนว่ามีความเก่งและมีความสามารถทางด้านใด และคุณต้องมีความชอบที่จะทำมันได้ดีด้วย ดังนั้นการเข้าใจตัวเองจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะเป็นตัวชี้ว่าเราควรจะหางานเสริมหรือริเริ่มทำธุรกิจแนวไหน เหมือนเป็นการคำนวนสูตรของความสำเร็จเอาไว้ก่อน
       คนที่ชอบพูดชอบคุย ชอบต่อรองการซื้อขายสินค้า สูตรความสำเร็จของคนกลุ่มนี้คืองานด้านการขายหรือการเสนองานต่างๆ เพราะนิสัยเหล่านี้เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่จะผลักดันธุรกิจนี้กับคนกลุีมนี้ให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างเร็วขึ้น
       สำหรับคนประเภทที่ชอบลุยงานได้ทุกอย่าง ประเภทเหงื่อออกดีกว่าน้ำตาไหล คนประเภทนี้มีสูตรความสำเร็จของเนื้องานอยู่ในหัวอยู่ตลอด ลองสังเกตดูนะครับว่าคนกลุ่มนี้จะทำงานได้ทุกประเภท ขอให้ได้ลุยงานและทำให้ได้ดีที่สุดเพราะฉะนั้นงานของคนกลุ่มนี้จึงมีได้หลายแบบ
       บางคนเป็นนักบรหารมาตลอดชีวิต สูตรความสำเร็จของคนกลุ่มนี้คือการบริหาร ดังนั้นก่อนจะทำกิจการเป็นของตัวเอง ก็ต้องแน่ใจก่อนแล้วว่ามีทุนอยู่พอและมีคนสนับสนุนเรื่องทุน โดยเขาจะวางโครงสร้างไว้อย่างดีเพื่อจะได้โลดแล่นออกไปบริหารอย่างเต็มที่ คนกลุ่มนี้จะทำอะไรที่ตนเองสามารถควบคุมได้ สามารถจัดเป็นระบบได้ งานประเภทงานสอน งานอบรมก็จะเป็นแนวทางของคนกลุ่มนี้เช่นกันครับ
       นี่เป็นเพียงตัวอย่างของกลุ่มคนแต่ละประเภทที่ผมยกตัวอย่างมาให้ดูกันคร่าวๆ เมื่อค้นหาสูตรความสำเร็จของแต่คนเจอแล้ว ก็จะเข้าใจๆด้ว่าตนเองนั้นควรจะทำอะไร ทำอย่างไร แต่คนส่วนมากมักไม่เข้าใจว่าตนเองนั้นเก่งและโดดเด่นในเรื่องอะไร จึงทำให้ได้ทำงานที่ตัวเองไม่ค่อยชอบนัก จึงทำงานได้ไม่มีความสุขอย่างที่ควรจะเป็น
       การเริ่มต้นทำอาชีพเสริมขั้นที่ 1 นี้คือคุณต้องค้นหาตัวเองให้เจอก่อนเป็นอันดับแรกว่าคุณถนัดอะไร ชอบทำอะไร และมีความสามารถในด้านใด เพื่อจะได้ทำงานนั้นอย่างเต็มที่และมีความสุข แต่จำไว้อย่างหนึ่งนะครับว่า ความล้มเหลวของคนที่พยายามจะประกอบอาชีพเสริมคือ การทำตามอย่างคนอื่นเขา โดยไม่คิดถึงความสามารถของตนเองเลยว่ามีความสามารถทางด้านนั้นหรือไม่ เมื่อทุ่มทำลงไปแล้วจึงเกิดแต่ความล้มเหลวได้ง่ายๆนั่นเองครับ




------------------------------------------------------------------------------------------
     

เก็บเงินสำรอง

       การเก็บเงินสำรองในอนาคต ข้อนี้นับว่ายากสุดสำหรับคนเราเลยทีเดียว เพราะคนส่วนใหญ่มักจะหามาใช้ไปอยู่เรื่อยๆ แต่การเก็บเงินสำรองในอนาคตในที่นี้ไม่ได้หมายถึงว่าจะต้องเก็บจนถึงขั้นมัธยัสถ์อะไรขนาดนั้นนะครับ
       การประหยัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นและพยายามเก็บเงินสำรองไว้ในอนาคตนั้น ถ้าทำแบบนี้คุณจะมีเวลาเที่ยวน้อยลง รถยนต์ก็ไม่จำเป็นต้องขับรถหรูๆหรือราคาสูงเกินไป เสื้อผ้าก็เป็นแบบธรรมดาก็ได้ไม่ต้องหรูหรามากนัก อาจจะกลับมากินข้าวที่บ้านบ่อยขึ้นถ้าทำได้ งานเลี้ยงสังสรรค์กับเพื่อนฝูงก็ต้องลดน้อยลงด้วยเช้นกัน ไปเที่ยวต่างจังหวัดให้น้อยลง เพื่อนำเงินส่วนนี้มาเก็บไว้ให้พอจ่ายสำหรับ 1-2 ปีข้างหน้า หากคุณทำได้คุณจะพบส่ามันมหัศจรรย์มากเพียงใดและมีประโยชน์แค่ไหน ขอยกตัวอย่างการเก็บเงินสำรองในอนาคตให้ดูอย่างหนึ่งนะครับ
       ชายคนหนึ่งทำงานประจำมา 4-5 ปี เขาคนนี้มีเงินสำรองเก็บไว้ก้อนหนึ่ง แต่ยังไม่คิดจะริเริ่มเป็นเจ้าของธุรกิจ เมื่อได้รับข้อเสนอให้ทำงานในตำแหน้งที่ดีขึ้นและมีอนาคตกับบริษัทแห่งหนึ่ง เขายอมเสี่ยงที่จะรับตำแหน่งนี้ได้โดยได้รับเงินเดือนไม่มากนัก แต่มีโอกาสจะรวยได้ เพราะเห็นโอกาสจากการมีสิทธ์ถือหุ้นในฐานะพนักงานและมีสิทธิ์ขายหุ้นได้
ถ้าธุรกิจดป็นไปได้ดีเขาก็ยังมีโอกาสที่จะรวย แต่ถ้ามันไม่เป็นไปอย่างที่คิด อย่างน้อยเขาก็มีประสบการณ์เพิ้มขึ้น
       แน่นอนว่าเขาไม่ใช่คนแรกที่ได้รับโอกาสนี้ เคยมีอีกหลายคนที่ได้รับข้อเสนอ ซึ่งก็มีชายคนหนึ่งที่เก่งในหน้าที่การงานและมีความรู้ความสามารถมากเขาได้รับโอกาสนี้เช่นกัน แต่เขาไม่มีเงินเก็บแบบชายคนแรก เขาเหมือนคนทั่วๆไปที่ใช้เงินแบบเดือนชนเดือน ต้องผ่อนบ้าน ต้องออกไปกินข้าวในร้านอาหารที่ดูดีไว้ก่อน มีครอบครัว ต้องจ่ายเงินให้ลูกๆไปเรียนโรงเรียนเอกชนทำให้ไม่มีเงินเหลือ เมื่อพิจารณาแลเวเขาเห็นว่าแม้ข้อเสนอของบริษัทจะน่าสนใจ แต่เงินเดือนที่ให้ไม่มากนักและมีความเสี่ยง เขาจึงจำเป็นต้องปฏิเสธ ทั้งๆที่ถ้าเขามีเงินเก็บสำรองไว้ซักหน่อยเขาก็รับงานนี้ได้ ซึ่งผลก็คือชายคนแรกโชคดีและร่ำรวยจากงานนี้ในเวลาไม่ถึง 10 ปี ในความกล้าที่ทำให้เขากลายเป็นเศรษฐีเงินล้าน ส่วนชายคนที่สองก็ยังคงใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือนเหมือนเดิมไปอีกหลายปี
       จากเรื่องนี้พอจะบอกกับเราได้ว่า คนที่กล้าเสี่ยงทำงานนั้นเพราะเขามีปัจจัยสำคัญคือ มีการเก็บเงินสำรองไว้ส่วนหนึ่งแล้วนั่นเองครับ ถ้าคุณยังใช้ชีวิตอยู่แบบชักหน้าไม่ถึงหลัง และต้องอะไรอีกมากมายเกินความจำเป็นจนไม่มีเงินเหลือเก็บเลย มันก็อาจตัดโอกาสในการตัดสินใจทำอะไรดีๆ ของคุณไปได้เหมือนกัน
       การเก็บเงินสำรองในอนาคตนั้นถือเป็นสิ่งสำคัญมาก และในระหว่างที่เก็บอยู่ก็อย่าปล่อยให้กิเลสความอยากทั้งหลายเข้าครอบงำคุณให้มากจนเกินไปนะครับ บางคนเห็นมีเงินเก็บได้นิดหน่อยก็อยากได้นั่นอยากได้นี่เพราะคิดว่าเดี๋ยวก็เก็บได้ใหม่ จริงอยู่ครับว่าเดี๋ยวก็เก็บได้ใหม่ แต่มันจะบั่นทอนเวลาในการเก็บเงินทำให้เก็บเงินเป็นก้อนได้ช้าลงไปอีกเรื่อยๆ แต่หากคุณสามารถเก็บเงินสำรองไว้ในอนาคตแล้วคุณจะเกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ มีความกระตือและพร้อมรับกับความเสี่ยงต่างๆได้มากขึ้นและมันจะเป็นประโยชน์กับธุรกิจหรืองานใหม่ของคุณอย่างแน่นอนครับ




------------------------------------------------------------------------------------------------

วางแผนเพื่ออนาคตที่ดี

       หากชีวิตอยู่ไปวันวันโดยไม่มีการวางแผนว่าวันนี้เราจะต้องทำอะไรบ้าง เคลียงานเก่าหรืองานใหม่ก่อนดี ไม่มีการวางแผนเพื่อลำดับความสำคัญ ก็เท่ากับว่า ท่านได้ปล่อยให้โชคชตามาเป็นตัวควบคุมชีวิตของท่าน การวางแผนเพื่ออนาคตที่ดีนั้นจะต้องให้ชีวิตของเราเป็นตัวกำหนดโชคชตา
       การวางแผนเพื่ออนาคตที่ดีขอยกตัวอย่างให้ท่านได้ทำความเข้าใจซักเล็กน้อยก่อนนะครับว่า เคยบ้างไหมครับ เวลาที่ท่านขับรถออกไปข้างนอกแต่ไม่ได้วางแผนอะไรไว้ล่วงหน้า ไม่ได้เผื่อเวลารถติดหรืออุปสรรคอะไรเล็กๆน้อยๆ ผลลัพธ์ก็คือ ท่านอาจจะไปถึงจุดหมายปลายทางช้ากว่ากำหนด หรืออาจจะต้องเปลี่ยนแผนแบบกระทันหัน หรือไม่ก็ต้องขับรถวนเวียนอวู่ที่เดิมนานพอสมควร  คนส่วนใหญ่ไม่ได้มองการณ์ไกลหรือมองอะไรไว้ล่วงหน้า ขอเพียงแค่จัดการปัญหาที่อยู่ตรงหน้าให้หมดไปก็พอ
       การรู้จักวางแผนเพื่ออนาคตที่ดี ก็เหมือนกับการศึกษาแผนที่ของถนนที่คุณกำลังจะเดินทาง มันจะบอกท่านว่าตอนนี้ท่านกำลังอยู่ตรงไหน มะนช่วยกำหนดกลยุทธ์ว่าจะเดินทางจากจุด 1 ไปยังจุดที่ 2 ได้อย่างไร. ถ้าเป้าหมายของท่านคือ การทำยอดขายทางธุรกิจให้เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว หากท่านมีแผนการมันจะเป็นการเตือนตัวท่านเองอยู่เสมอว่า การทำงานของท่านอยู่ในขั้นตอนไหนแล้ว ต้องใช้อัไรบ้าง หรือต้องใช้อะไรในขั้นตอนต่อไป
       เมื่อท่านมีแผนการดำเนินธุรกิจที่มีความชัดเจนมากขึ้นเท่าไหร่ สิ่งที่ตามมาอย่างแรกเลยคือ ท่านสามารถดึงความสามารถที่มีอยู่ในตัวออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ ท่านจะเกิดความคิดสร้างสรรค์และมีระเบียบวินัยในการทำงานอย่างคาดไม่ถึง เพราะคนที่วางแผนไว้ตลอดในการทำงานรวมถึงทำตามแผนที่วางไว้ จะพบว่าการทำงานหรืแการดำเนินธุรกิจ จะดำเนินไปได้เรียบร้อยกว่าคนที่ไม่ได้วางแผนอะไรเลย
       ตราบใดที่ที่ท่านสามารถทำตามแผน ท่านจะค่อยๆมองเห็นหนทางที่จะทำให้แผนเป็นจริงได้ตามเป้าหมาย ไม่ว่าจะฝันเป็นเศรษฐีเงินล้าน เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ หรืออะไรก็ตาม ขอให้มีแผนอย่างน้อยซัก 1 อย่าง การวางแผนเพื่ออนาคตที่ดี ก็จะตามมา และเมื่อมีการวางแผนเพื่ออนาคตที่ดีแล้ว ก็อย่าลืมวางแผนการเงินด้วยนะครับ



---------------------------------------------------------------------

เทคนิคการหาอาชีพเสริม

       สำหรับ เทคนิคการหาอาชีพเสริม นี้ ผมจะเน้นไปในเรื่องที่ว่า จะหาอาชีพเสริมทั้งทีจะต้องเป็นอาชีพที่หาเงินได้มากกว่าเดิม เพราะถ้าหาอาชีพเสริมแต่รายได้ยังน้อยกว่างานประจำที่ทำอยู่ มันก็อาจจะทำให้ท่านไม่สามารถที่จะออกมาขยับขยายเปิดตัวเป็นเจ้าของกิจการร้านค้าเองได้ และนี่จะเป็นเทคนิคเล็กๆน้อยที่จะช่วยชี้แนวทางให้ท่านได้ว่า จะหาอาขีพเสริมทั้งทีจะต้องดูจากอะไรเป็นตัวอย่าง
       เทคนิคการหาอาชีพเสริมนี้ ขอเปรียบบางสิ่งบางอย่างให้ท่านเห็นก่อนครับ อย่างเช่น ขณะที่ท่านกำลังขับรถไปทำงาน ท่านอาจจะเคยพบเห็นการขุดถนนอยู่บ่อยๆ หากการใช้จอบใช้เสียมขุด มันก็จะใช้เวลานาน ทั้งๆที่ท่านก็เป็นคนขยันทำมาหากิน มุ่งมั่นและอดทน แต่ถ้าจะขุดดินด้วยจอบอยู่ กว่าถนนจะเสร็จก็คงไม่ทันกาลพอดี การขุดถนนจึงต้องใช้รถแบ็กโฮที่มีความสะดวก รวดเร็ว ใหญ่โต และประหยัดเวลาไปเยอะ แม้ว่ามันจะลงทุนไปก็ตามแต่ไม่กี่วันหลุมที่ต้องขุดมันก็จะเสร็จเรียบร้อย
       เทคนิคการหาอาชีพเสริมนี่ก็เหมือนกันครับ การใช้เครื่องมือทำมาหากินหากใช้เครื่องมือที่สร้างรายได้เดือนละ 10,000 ท่านก็จะได้รายได้เดือนละ 10,000 แต่หากท่านใช้เครื่องมือที่สร้างรายได้เดือนละแสน ท่านก็จะได้รายได้ที่ตกเดือนละแสนเช่นเดียวกันครับ อาชีพทั่วไปก็สามารถมีเงินแสนเงินล้านได้ แต่ใช้เวลาและความสามารถไม่เท่ากัน อย่างเช่น วิศวกร นายแพทย์ ก็ต้องเรียนให้สูง มีความสามารถเฉพาะตัวมาก ถึงจะสามารถทำงานยาก และใหญ่ๆได้ จริงมั้ยครับ
       คนที่ขับรถราคาแพงๆมีบ้านหลังใหญ่โต คนที่ประสบความสำเร็จได้มากและรวดเร็วคือต้องหันมาทำธุรกิจ เท่านั้น ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ก็ตาม ในช่วงแรกขอให้ท่านเริ่มงานในสายธุรกิจไว้ก่อน เพราะมันจะเป็นพื้นฐานให้ท่านพัฒนาไปสู่ธุรกิจที่ใหญ่ๆได้ครับ สามารถขยายสาขาได้ รายได้ก้อนใหญ่มันก็จะเกิดขึ้นมาเอง จะช้าหรือเร็วก็ต้องขึ้นอยู่กับความจริงจังของท่านเองด้วย
หากยังไม่รู้ว่าจะเริ่มทำอะไรก่อนดี ลองศึกษาการเริ่มต้นขายสินค้าออนไลน์ , การทำตลาดออนไลน์บนเฟสบุ๊ค จากเวปนี้ดูก่อนก็ได้นะครับ เพราะนี่ก็เป็นธุรกิจเล็กๆอย่างหนึ่งเหมือนกัน ที่สามารถเริ่มต้นได้โดยแทบจะไม่ต้องใช้เงินลงทุน เหมาะสำหรับคนที่มีเงินลงทุนน้อยด้วยครับ
       สิ่งที่ผมอยากแนะนำเกี่ยวกับเทคนิคการหาอาชีพเสริมอีกอย่างนั่นก็คือ ขอให้ท่านลองศึกษาจากคนที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อเป็นแบบอย่างเสียก่อน เรียนรู้ให้มาก และนานพอ ท่านจะรู้ว่าท่านก็สามารถทำธุรกิจได้ไม่ต่างจากคนอื่น เพราะท่านก็มีพื้นฐานอยู่แล้วจากอาชีพที่ท่านทำอยู่ สำคัญที่ความจริงจังและความมุ่งมุ่นในตัวท่านเองนั่นแหละครับว่าจะถอดใจหรือจะเดินหน้าต่อเพื่อความสำเร็จ






-----------------------------------------------------------------------

สิ่งที่น่าเสียดาย

       สำหรับสิ่งที่น่าเสียดายของคนส่วนใหญ่ในปัจจุบันนี้คงจะมี 3 สิ่งที่เกี่ยวกับอนาคตของตัวเอง (แม้แต่ตัวผมเองทุกวันนี้ยังเสียดายเลยครับ) มาดูกันครับ ว่ามีอะไรบ้างคือสิ่งที่น่าเสียดายเมื่อเวลาได้ล่วงเลยไป
       สิ่งที่น่าเสียดายที่สุดของช่วงชีวิตหนึ่งผมได้สรุปเอามา 3 สิ่งครับนั่นก็คือ
 1. เสียดายที่น่าจะรีบออกไปทำธุรกิจของตัวเอง
       คนหลายคนเมื่อต้องดจอกับสถานการณ์ทางการเงินที่เริ้มจะย่ำแย่ โดยเฉพาะคนที่ทำงานประจำ หรือว่าเป็นมนุษย์เงินเดือน จึงเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมไม่ลองหาทำงานเสริมอย่างอื่นดูบ้าง แต่คนส่วนใหญ่ก็มักจะคิดว่าต้องทำงานประจำไปก่อนเพื่อจะได้ไปปูทางไปสู่การสร้างกิจการของตัวเองได้ แต่ต้องอดทนไปก่อน  แต่เอาเข้าจริฝๆแล้วมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถนำทักษะจากงานประจำมาปูทางสู่การเป็นเจ้าของกิจการ
 2. เสียดายที่เลือกงานเพียงเพราะว่า "ได้เงินดี"
       คนที่ไม่ได้ทำในสิ่งที่ต้องการล้วนแต่มานั่งเสียเรื่องนี้เพราะเลือกทำงานที่ได้แค่เงินเดือนสูง ทั้งๆที่ก็รู้ว่าไม่ค่อยจะชอบงานนั้น แต่ว่าก็ไม่สามารถถอนตัวออกจากงานนี้ไปได้แล้วเพราะเหมือนกับว่ามีภาระหน้าที่ที่รับผิดชอบมันติดพันมากเกินไปและก็ไม่รู้ว่าจะหนีไปไหนเพราะติดตรงที่ว่าได้เงินเดือนสูง เมื่อเปลี่ยนงานหรือว่าจะลาออกไปก็ไม่รู้ว่าจะไปหางานที่ไหนที่ได้เงินเดือนแบบนี้
 3. เสียดายที่น่าจะทำธุรกิจอะไรก็ได้ที่เป็นของตัวเองมากกว่าที่จะๆปสมัครงาน
       บางคนอาจมีพื้นฐานชีวิตที่ดีพอที่จะเริ่มทำงานเป็นของตัวเอง มีโอกาสเลือกในทางเดินที่ใช่แล้ว แต่กลับไปเลือกทำงานประจำนานเกินไปจึงติดกับดัก เสียเวลาหมกมุ่นกับรางวัลหลากหลายที่ทางบริษัทมอบให้ งานที่ทำมันดีเกินกว่าที่จะทิ้งมันไป และกลัวมากที่จะเสียสถานภาพทางสังคม จึงได้แต่ก้มหน้าก้มตาทำงานประจำต่อไปโดยที่ตัวเองก็ไม่ได้มีความสุขนัก
       3 สิ่งนี้คือสิ่งที่คนส่วนใหญ่มานั่งเสียดายทีหลัง วันนี้อาจจะยังไม่คิดที่จะทำอะไร แต่เมื่อถ้าวันใดวันหนึ่งหากคุณเกิดไก้เป็นเจ้าของกิจการของตัวเองคุณคุณจะต้องนึกเสียดายทีหลังแน่นอนว่าทำไม ไม่เริ่มทำแบบนี้มาตั้งนานแล้ว เสียดายเวลาทั้งหมดที่ได้เสียไปกับการทำอะไรที่ไม่ได้ตอบโจทย์ให้ชีวิตตัวเอง กว่าจะรู้ตัวอีกทีนึง ก็ไม่มีโอกาสที่จะเรียกร้องเวลาที่ผ่านไปให้กลับคืนมาได้ นี่คือสิ่งที่น่าเสียดายที่สุดของช่วงชีวิตนึงของคนเราครับ 



----------------------------------------------------------------

บริหารเงินเพื่อความสำเร็จ

       การบริหารเงินเพื่อความสำเร็จ เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนที่อยากประสบความสำเร็จแบบไม่ติดขัดทางด้านการเงิน หรือจะติดขัด ก็น้อยที่สุด การบนิหารเงินเพื่อความสำเร็จนี้จะพูดถึงการแยกเงินเป็นสัดส่วน จะคล้ายๆกับการบริหารเงินของลีกาชิง มหาเศรษฐีอันดับ1 ของเกาะฮ่องกงนั่นเองครับ คราวยี้มาดูฉบับแบบคนไทยบ้างครับว่าจะแบ่งเป็นกี่ส่วนเพื่อไว้ใช้อะไรบ้าง
       การบริหารเงินเพื่อความสำเร็จนี้จะแบ่งเงินออกเป็น 4 ส่วน ตามนี้เลยครับ
 1. ไว้สำหรับจ่ายหนี้ต่างๆ บางคนต้แงจ่ายค่าบัตรเครดิต ผ่อนรถผ่อนบ้าน แต่ถ้าไม่มีภาระขนาดนั้น ก็แยกส่วนนี้เอาไว้สำหรับให้ผู้มีพระคุณ หรือจะเอาไว้ใช้สำหรับซื้อเสื้อผ้า ตกแต่งบ้าน อะไรประมาณนี้ก็ได้ครับ
 2. เงินใช้จ่ายในครอบครัว คือแบ่งส่วนนี้เป็นค่าใช้จ่ายในบ้านทุกอย่างและที่ทำงานด้วย หากคุณมีลูกน้องก็เลีเยงลูกน้องบ้างตามความสมควรครับ
 3. สำหรับทำบุญบ้างก็ดี เพราะ "บุญ" นั้นถือเป็นต้นทุนของชีวิตอย่างหนึ่ง เพราะบุญเป็นบาทฐานที่ดีของชีวิตเสมอ ไม่มีร่ำรวยหรือโชคดีได้ถ้าไม่มีบุญคอยสนับสนุนค้ำจุน แม้แต่มหาเศรษฐีระดับโลกอย่าง Bill Gates, Steve Jops, Waren Buffet. มีความเชื่อเรื่องกรรมเป็นอย่างมาก พวกเขามักทำบุญบริจาคทานอยุ่เสมอตามกำลังที่ตัวเองมีตั้งแต่อายุยังน้อยๆ พวกเขามักสอนคนรุ่นใหม่อยู่เสมอว่า " จงรีบทำบุญสร้างบุญตั้งแต่วัยหนุ่มสาวหรือตอนที่ยังมีแรงดีอยู่ ก่อนที่จะไม่มีแรงไปสร้างบุญ "
 4. เก็บเงินส่วนหนึ่งเพื่อไว้เตรียมลงทุน
       ข้อนี้จะคล้ายๆกับข้อ3. แต่ว่าการลงทุนในข้อนี้คือนำเงินไปลงทุนในตลาดการเงิน ทางเศรษฐศาสตร์ในรูปแบบต่างๆ เพราะคนเราไม่สามารถใช้แรงไปหาเงินได้ตลอดชีวิต จำเป็นต้องใช้ "เงินต่อเงิน"  คือให้เตรียมเงินที่เหลือจากค่าใช้จ่ายแต่ไม่ใช่เงินที่ออมเอาไว้เพื่อการลงทุนในอนาคต
       จากหัวข้อที่กล่าวมาแล้วเรื่องการบริหารเงินเพื่อความสำเร็จในอนาคตนี้ ผมขอยกตัวอย่างให้ดูด้วยละกันครับ จะได้เข้าใจกันได้ถูกต้องตามนี้หรือว่าจะศึกษาเรื่องการวางแผนการเงินก็สามารถหาดูได้จ่กเว็ปนี้เหมือนกันครับ
       ถ้าเกิดเกิดว่าตอนนี้เรามีเงินเดือนเดือนละ 12,000 บาท ก็แบ่งตามข้อข้างบนเลยครับ
 1. เงินใช้หนี้ 50% จะเป็นเงิน 6,000 บาท
 2. ค่าใช้จ่ายส่วนตัว เลี้ยงตัวเอง คิดเป็น 45% เป็นเงิน 5,400 บาท
 3. เงินไว้ทำบุญทุกรูปแบบ 3% คิดเป็นเงิน 360 บาท
 4. เงินไว้สำหรับเตรียมลงทุน 2% คิดเป็นเงิน 240 บาท
       ถ้ามาคิดรวมกันแล้วก็จะได้ 12,000 บาทพอดี หากท่านสามารถบริหารเงินที่อยู่จากเงินเก็บได้แบบนี้แล้ว ต่อไปการเงินของท่านจะเริ่มมีระบบมากขึ้น อัตราส่วนในการใช้จ่ายก็จะเริ่มเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น  เศรษฐีส่วนใหญ่ก็ยังมีหนี้สินที่ต้องจ่ายแบบเรา พวกเขาก็ใช้วิธีการบริหารเงินเพื่อความสำเร็จให้กับตัวเองทั้งนั้น ตัวเลขที่ผมสมมติขึ้นมานี้ ท่านสามารถนำไปปรับเปลี่ยนเพื่อให้เข้ากับตัวเองได้เลยนะครับ
       "เพียงแค่เปลี่ยนความคิดตัวเองเสียใหม่ ท่านก็บริหารเงินได้อย่างมั่นคง สมกับคำที่ว่า "คิดแล้วรวย" นั่นเองครับ"
       




(------------------------------------------------------------------------------------------------------)
.-----.

|.............|

ประเภทของรายได้

       ถึงอย่างไรก็ตามคนในสังคมส่วนใหญ่ ยังไมีได้มีชีวิตที่ใช่และใจที่ยังไม่ชอบในสิ่งที่ทำอยู่ นี่คือเหตุผลข้อแรกที่ท่านควรจะต้องพยายามทำอะไรเพิ่มอีกซักอย่าง เพื่อไปให้ถึงในสิ่งที่ต้องการ ตามหลักการประกอบอาชีพให้สำเร็จ ซึ่งถ้าเรามองหลักในการหาเงิน ก็จะมีประเภทของรายได้ที่ถูกแบ่งออกไว้เป็น 4 ประเภท

       ประเภทของรายได้ในสังคมไทยหรือสังคมโลกตอนนี้จะมีอยู่ 4 ประเภทครับ
 1. ประเภทมนุษย์เงินเดือน หรือค่าจ้าง หรือค่าแรง ที่รับจ้างทำงานจากนายจ้าง ไม่ว่าจะมีตำแหน่งสูงเป็นระดับผู้บริหารหรือระดับล่างที่ใช้แรงงาน หากต้องทำงานอยู่ในองค์กรใดองค์กรหนึ่ง และรับค่าจ้างจากการทำงานนั้น ตามระยะเวลาที่นายจ้างเป็นคนกำหนด ก็จะมีรายได้ตามที่นายจ้างกำหนดไว้เท่านั้น
 2. ประเภทที่สองคือ การมีรายได้จากธุรกิจของตัวเอง มีหลายคนที่เคยเป็นมนุษย์เงินเดือนหรือลูกจ้างที่เคยทำงานให้กับบริษัท หรือองค์กรต่างๆจนเกิดความชำนาญ และนำความรู้บวกกับประสบการณ์เหล่านั้น มาประกอบเป็นอาชีพอิสระเลี้ยงตัวเอง
 3. ประเภทที่สามคือ มีรายได้จากกิจการที่คุณเป็นเจ้าของ คนที่เป็นเจ้าของธุรกิจจะมีความแตกต่างกับเจ้าของกิจการส่วนตัวตรงที่รายได้ของเขาจะมาจากหลายๆทางืและไม่ต้องลงมือทำงานเองทั้งหมด แต่สามารถก่อให้เกิดรายได้อย่างมหาศาล อย่างเช่น 7-11 ที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ เจ้าสัวซีพี แทบไม่ต้องทำอะไรเลย มีสาขา 7-11 มากมาย มีพนักงานที่คอยทำหน้าที่แทนอีกมากมายเช่นกัน และยังสามารถก่อให้เกิดรายได้อย่างมหาศาล เป็นต้น
 4. ประเทภของรายได้ประเภทที่สี่คือ มีรายได้จากการลงทุนต่างๆ
     นักลงทุนจะมีรายได้อย่างมหาศาลและจะไม่ลงมือทำงานใดๆเอง แต่จะใช้เงินทำงานแทนตนเอง โดยการ นำเงินไปลงทุนกับสถาบันการเงิน ธนาคาร หรือตลาดหุ้น ให้เงินต่อเงิน แล้วเกิดรายได้ขึ้นมา ซึ่งคนเหล่านี้จะมีหลักการ มีความคิดที่ลึกซึ้ง และมีความรู้มากพอที่จะนำเงินไปลงทุน เพราะสิ่งเดียวที่เขาต้องการคือ "กำไร" นั่นเอง ที่ต้องใช้ความชำนาญประสบการณ์เป็นอย่างสูง แต่ว่าก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน
       จะเห็นได้ว่าประเภทของรายได้ทั้งสี่ประเภทนี้แต่ละคนที่ทำงาน สามารถที่จะเลือกยืนอยู่ได้ในทุกด้าน ไม่ใช่ด้านใดด้านหนึ่ง และทุกคนสามารถหาเงินได้จากทั้งสี่ด้าน
       ประเภทของรายได้ทั้งสี่ประเภทนี้ ที่จริงแล้วก็ไม่มีประภทไหนที่ดีกว่ากันเสมอไปหรอกครับ เพราะแต่ละประเภทก็ล้วนแต่มีจุดแข็งและจุดอ่อนที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับตัวท่านเองนั่นแหละครับ ว่าจะเลือกเป็นอะไร หากคุณเริ่มเบื่อกับการเป็นลูกจ้าง ก็ลองมองหาทางเลือกอื่นเพิ่ม เพื่อจะก้าวไปสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจหรือนักลงทุนต่อไปครับ


--------------------------------------------------------------------




ใช้ชีวิตอย่างไรถึงจะรวย

       เราจะใช้ชีวิตอย่างไรถึงจะรวยเหมือนพวกเศรษฐีนั้น ทุกท่านรู้มั้ยว่าจากการวิจัยจากประเทศสหรัฐอเมริกานั้นพบว่า เศรษฐีหรือมหาเศรษฐีส่วนใหญ่นั้น ไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือยหรูหราอย่างที่เราเห็นกันในทีวี ซึ่งปัจจัยที่ส่งเสริมให้ฐานะของพวกเขามีความมั่งคั่ง เกิดจากพฤติกรรมที่สำคัญอยู่ 7 ประการ

       การใช้ชีวิตอย่างไรถึงจะรวยและนำพาตัวเองไปสู่เศรษฐีหรือมหาเศรษฐีได้นั้น ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาเหล่านั้นมีพฤติกรรมกันแบบนี้ครับ
 1.มีความมัธยัสถ์ รู้จักเก็บหอมรอมริบ ใช้จ่ายน้อยกว่าเงินที่หาได้
 2. มีการจัดสรรเวลา และเงินอย่างมีประสิทธิภาพ ในการสะสมความมั่งคั่ง
 3. พวกเขามีความเชื่อว่า อิสระภาพทางการเงินสำคัญกว่าการแสดงออกให้เห็นจากฐานะของตัวเอง
 4. ส่วนใหญ่ไม่ได้โชคดีมาแต่เกิดคือ ไม่ได้เกิดเป็นลูกคนรวย พ่อแม่ของพวกเขาไม่ได้อุ้มมชูด้วยเงินทอง ซึ่งข้อนี้มีข้อมูลที่ค่อนข้างชัดเจนว่า โดยเฉลี่ยแล้วความมั่งคั่งร่ำรวยที่ส่งต่อจากพ่อแม่มาถึงรุ่นลูก โดยที่พ่อแม่ไม่สอนให้รู้จักหาเงินหรือใช้เงินอย่างถูกต้อง ทรัพย์สินหรือความร่ำรวยเหล่านั้น มักจะส่งต่อได้ไม่เกิน 3 รุ่นครับ
 5. ลูกหลานที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วของคนรวยนั้น สามารถพึ่งพาตนเองได้ เพราะเขาได้เรียนรู้แนวคิดและยุทธวิธีในการหาเงินและการออมเงินไว้ใช้อย่างชาลฉลาด
 6. มีประสบการณ์และทักษะในการแสวงหาโอกาส
 7. มักเป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัว ประกอบวิชาชีพที่สุจริต มีอาชีพมากกว่า 1 อาชีพ หรือมีกิจการมากกว่า 1 อย่าง
       ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่เมื่อเข้าสู่วัยทำงานจะมีแง่มุมความคิดในระดับที่เรียกว่า ขอแค่เพียงให้อยู่รอดได้ก็เพียงพอแล้ว   หมายถึง การมีรายได้จากการทำงาน บวกกับรายได้จากเงินออมและทรัพย์สินที่ค่ามากกว่าหรือเท่ากับค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน แต่ภ้าหากวันใดวันหนึ่งเกิกเหตุต้องล้มหมอนนอนเสื่อขึ้นมา หรือว่าการงานที่เคยทำอยู่เกิกสะดุดขึ้นมา ก็จะเกิดปัญหาชีวิตขึ้นได้.. ดังนั้น! เราจึงควรวางเป้าหมายให้สูงขึ้นไปอีกหน่อยนั่นก็คือ อยู่ได้อย่างมั่งคั่งและมั่นคงเพื่อให้มีอิสระภาพทางการเงินให้ได้  นั่นคือ เราต้องมีรายได้จากงานมากกว่า 1 อย่างครับ 

       แต่นี่ก็ยังไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของคำถามที่ว่า ใช้ชีวิตอย่างไรถึงจะรวย นะครับ และการที่เราหารายมาแล้วก็ต้องรู้จักการจัดการรายได้ในการใช้จ่ายอย่างถูกวิธีด้วยนะครับ จึงจะทำให้เกิดความมั่งคั่งขึ้นมาได้ ไม่อย่างนั้นแล้ว ต่อให้มีอาชีพเสริมเป็นร้อยอาชีพ แต่ไม่สามารถใช้เงินได้อย่างถูกวิธี ก็ย่อมไม่มีวันประสบความสำเร็จในชีวิตแน่นอนครับ




------------------------------------------------------------------------------------------






ข้อคิดดีดี

       สวัสดีครับ สำหรับบทความนี้ผมมีเรื่องราวที่จะสอนให้ทุกคนแค่ลองเปลี่ยนความคิดให้มันดีขึ้นมาอีกซักหน่อย  แค่เพียงเราคิดดีได้ ชีวิตเราก็จะมีค่าและมีความหมายมากขึ้น ข้อคิดดีดี ชีวิตคิดบวก ขอยกตัวอย่างเรื่องราวซักหนึ่งเรื่อง ให้ทุกคนได้อ่านกันครับ ถ้าใครเคยอ่านแล้วอย่าว่ากันนะครับ

       ข้อคิดดีดีในเรื่องนี้ขอยกตัวอย่างเรื่องราวของครอบครัวนึงครับ ที่มีพ่อ แม่ ลูก 
       " แม่ของผมเป็นคนทำอาหารที่บ้านประจำ ทุกวัน หลังจากที่ต้องทำงานหนักมาตลอดทั้งวันแล้ว มีอยู่คืนหนึ่งแม่กลับบ้านมาด้วยความเหนื่อยล้าและทำอาหารเย็นให้เราตามปกติ ที่โต้ะอาหาร แม่วางจานปลาทูที่ทอดจนไหม้เกรียมตอ่หน้าพ่อ และลูกทุกๆคน  ผมรอว่าแต่บะคนจะทำอย่างไรที่เห็นปลาทูไหม้เกรียมแบบนั้น  แต่.. พ่อไม่พูดอะไรเลย ปละหันมาตั้งหน้าตั้งตากินข้าวกับปลาทูไหม้เกรียมตัวนั้น และหันมาถามผมว่า ที่โรงเรียนเป็นอย่างไรบ้าง.  
       คืนนั้นหลังอาหารเย็นผมจำได้ว่าผมเห็นแม่ขอโทษพ่อที่ทอดปลาทูจนไหม้  
       และผม ไม่เคยลืมคำที่พ่อพูดกับแม่เลยว่า " โอยย ผมชอบปลาทูทอดเกรียมเกรียมๆ มันอน่อยมากเลยนะแม่.."
       คืนต่อมาผมเก็บคำถามในใจ ก่อนอนผมถามพ่อว่า  " พ่อชอบปลาทูทอดเกรียมๆจริงๆหรอ"
       พ่อลูบหัวผมแลัวตอบว่า " แม่ของลูกทำงานหนักมาทั้งวัน แค่ปลาทูๆหม้หนึ่งตัว ไม่ได้ทำร้ายใครหรอกลูก แต่คำพูดที่ต่อว่ากันตั่งหากที่จะทำร้ายกัน" พ่อพูดต่ออีกว่า ชีวิตคนเราเต็มไปด้วยความไม่สมบูรณ์แบบ และแต่ละคนก็ไม่ได้เกิดมาสมบูรณ์แบบ แม้แต่ตัวพ่อเองก็ยังเคยลืมทำบุญวันเกิดของพ่อแม่ ของพ่อเองเลยตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่
       แต่สิ่งที่พ่อเรียนรู้ในชีวิตก็คือ เรียนรู้ที่จะยอมรับความผิดของคนอื่นและของตัวเอง
       การเลือกที่จะยินดีกับความคิดที่ต่างกันของแต่ละบุคคลเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาชีวิตครอบครัวที่มีความสุขและยืนยาว
       "ชีวิตเราสั้นเกินกว่าที่จะตื่นขึ้นมาพร้อมกับความเสียใจที่ว่า เราทำผิดกับคนที่เรารักและรักเรา ให้ดูแลและทนุถนอมคนที่รักเรา และพยายามเข้าใจและให้อภัยกันจะดีกว่า"

** ถ้าเรารู้ เราจะทำไหม?
** เราจะบีบแตรใส่คนที่ยืนยึกยักอยู่ริมถนนแยกที่ผ่านมั้ย ถ้าเรารู้ว่าเค้าใส่ขาเทียม ?
** ดราจะเดินเบียดชนคนข้างที่เดินช้าไหม ถ้าเรารู้ว่าเค้าตกงาน ?
** เราจะขำคนที่เค้าแต่งตัวเชยๆมั้ย  ถ้าเรารู้ว่าเค้ามีชุดเก่งแค่ชุดเดียว ?
** เราจะรำคาญสาวโรงงานที่มาเดินพาราก๊อนมั้ย ถ้าเรารู้ว่านั่นคือการฉลองวันเกิดของเธอ ?
** เราจะหมั่นไส้ลุงที่หัวเราะเสียงดังคนนั้นมั้ย ถ้าเรารู้ว่าเค้าเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ?
** เรารู้แจ่มชัดเสมอว่าชีวิตเรากำลังเจอกับอะไร แต่เราไม่มีวันรู้เลยว่า คนที่เราเจออยู่นั้น เค้ากำลังเจอกับอะไร "

       ขอแค่เราใจเย็น มีเหตุมีผลซึ่งกันและกัน ค่อยพูดค่อยจากัน ใช้เหตุผลคุยกัน ยอมรับฟังคนอื่น รู้จักแยกแยะว่าอะไรดี อะไรไม่ดี เพียงแค่นี้ทุกคนก็จะมีข้อคิดดีดี อยู่ในตัวของทุกคน 


--------------------------------------------------------------------------------



ข้อมูลมาจากคนโพสในเฟสบุ้ค แต่จำชื่อไม่ได้ว่าใคร

เรียนรู้จากผู้ที่ประสบความสำเร็จ

       คุณนิ หรือ พิชญา จำปา คือผู้ที่เป็นเจัาของแบนด์เครื่องสำอาง "ละมุน" เธอเริ่มต้นทำธุรกิจดเวยวัยเพียง 15 ปี ด้วยเงินลงทุน 0 บาทครับ แต่เมื่อเวลาผ่านไป 4 ปี เธอมีรายได้เข้ากระเป๋าสูงถึง 50 ล้านบาท และในวันนี้เธอมีตำแหน่งเป็นถึง ประธารกรรมการผู้จัดการ บริษัท ละมุน จำกัด  เราลองมาเรียนรู้จากผู้ที่ประสบความสำเร็จคนนี้กันดูแบบคร่าวซักหน่อยครับ ว่าเธอเริ่มต้นทำอย่างไร ถึงประสบความสำเร็จในเวลา 4 ปี
       เราลองมาเรียนรู้จากผู้ที่ประสบความสำเร็จจากคุณนิ กันดูคร่าวๆดูนะครับ ว่าเธอทำอย่างไร ถึงประสบความสำเร็จ
       คุณนิ เกิดในครอบครัวฐานะปานกลาง เมื่อตอนเธอ 15 ย่อมดป็นธรรมดาที่ในวัยรุ่นย่อมอยากได้นั่นอยากได้นี่ เธอไม่อยากขอเงินพ่อแม่เพียงอย่างเดียว เริ่มแรกเธอมองหางานจากสื่ออินเตอร์เน็ต นั่นก็คือ "เฟสบุ้ค" จากนั้นดธอคิดว่าช่องทางนี้แหละที่จะเริีมต้นขายของออนไลน์ได้ และเมื่อยังไม่มีเงินลงทุนเธอก็ใช้วิธีนี้คือ ให้ลูกค้าจ่ายเงินมาก่อน แล้วสั่งของทีหลัง นี่แหละครับที่เรียกว่าเริ่มต้นด้วยเงินเพียง 0 บาท
       สินค้าที่เธอขายนั้นมีคุณภาพดี ลูกค้าที่ใช้ดีแล้วก็บอกต่อๆกันไป สินค้าเธอขายดีขึ้นเรื่อยๆ คราวนี้ผู้ผลิตต้นทางก็เลยต้องขอปรับราคาให้สูงขึ้น ในขณะเดียวกันคู่แข่งในตลาดก็ทวีคูณมากขึ้น จึงทำให้เธอคิดที่จะสร้างแบรนด์เป็นของตัวเองขึ้นมา
       องค์ความรู้ที่มาจากประสบการณ์ลัวนๆ บวกกับการจ้างทีมวิจัยมาพัฒนาสินค้า โดยสินค้าของเธอต้องประกอบด้วยหลักการนี้คือต้องเห็นผลตั้งแต่ครั้งแรกที่ใช้ ปลอดภัย อ่อนโยน ส่วนผสมที่มีคุณภาพ หลังใช้เวลาพัฒนาสินค้าอยู่ประมาณ 1 ปี ก่อนก่อตั้งบริษัท ละมุน จำกัด ขึ้นมาด้วยทุนจดทะเบียน 2 ล้านบาท ทั้งหมด ไม่ได้กูแบงค์เลยครับ
       การเติบโตของยอดขาย เธอบอกว่า "ผลิตมาเท่าไหร่ก็ขายเกลี้ยง" ในขณะที่ตั้งเป้าเติบโตประมาณ 20% ต่อปี เธอทำงานนี้มาตั้งแต่อายุยังน้อย ผ่านประสบการณ์ทั้งดีและไม่ดีมาเยอะ ตรงส่วนที่ไม่ดีก็คือ มักจะโดนคนเอาเปรียบ เพราะเห็นว่ายังเด็ก บ้างก็ไม่มั่นใจในสินค้า และอีกอย่างเธอก็ทำเองคนเดียว ไม่มีคนช่วยคอยติดต่อประสานงาน แต่อายุน้อยก็ใช่ว่าจะมีแต่ข้อเสียเสมอไ ข่อดีคือ เราสามารถเริ่มต้นได้เสมอ เรามีโอกาสในการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่เยอะมากกว่าใคร คุณนิ กล่าวว่า หากคิดจะเริ่มต้นทำธุรกิจ ต้องใจกล้า กล้าคิด ที่สำคัญไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ คุณนิกล่าวอีกว่า " คู่แข่งไม่ได้มองว่าเราเด็กหรือแก่กว่า แต่เขาจะมองแค่ว่า ถ้าเด็กกว่าก็คืออ่อนแอกว่า เพราะฉะนั้นถ้าอยากประสบความสำเร็จ อย่างแรกเลยต้องอดทน และซื่อสัตย์ ถึงจะผ่านอุปสรรคทุกอย่างไปได้"
       ปัจจุบันนี้คุณนิ อายุเพียง 20 ปี ศึกษาในคณะบริหารธุรกิจ ในมหาวิทยาลัยทรุงเทพ เธอได้มีโอกาสเป็นวิทยากรในการสร้างแรงบัลดาลใจให้กับเพื่อนที่มหาลัย เพื่อชี้ลู่ทางให้ประสบความสำเร็จได้ การเรียนรู้จากผู้ที่ประสบความสำเร็จในครั้งนี้ ต้องบอกได้ว่า แม้ว่าอายุจะน้อยแต่ความคิดแหลมคมอย่างนักธุรกิจ ที่สำคัญเธอเลือกขยายธุรกิจจากทุนของตัวเองโดยไม่กู้แบงค์ และแบ่งทุนกันไว้สำหรับการเจริญโตในอนาคต นี่คือคมคิดของนักธุรกิจพันธุ์ใหม่ที่หัวใจใหญ่กว่าอายุจริงๆ

--------------------------------------------------------------------

ขอบคุณข่าวจากเว็บไซต์ กรุงเทพธุรกิจ Bangkokbiznews.com

ขอจดทะเบียนกับคณะกรรมการอาหารและยา

       การขอจดทะเบียนกับคณะกรรมการอาหารและยา เรียกสั้นๆว่า อย. การจะขอจดทะเบียนได้นั้น ผลิตภัณฑ์คุณภาพเหล่านั้นต้องมีคุณภาพมาตรฐานและความปลอดภัย มีการส่งพฤติกรรมบริโภคอย่างถูกต้องด้วยข้อมูลตามหลักวิชาการที่เชื่อถือได้และเหมาะสม เพื่อให้ผู้บริโภคได้ผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ปลอดภัยและได้ประโยชน์

      มาดูหลักเกณฑ์การขอจดทะเบียนกับคณะกรรมการอาหารและกันครับ ว่าผลิตภัณฑ์หรือสินค้าของเราต้องเป็นอย่างไร
      สินค้าที่จะมาขอจดทะเบียนกับคณะกรรมการอาหารและยานั้น จะต้องเคยมีประวัติการสั่งซื้อแล้ว เท่านั้น ถ้าหากว่ามีการเปลี่ยนแปลงโรงงานผลิต ก็ต้องให้โรงงานที่รับผลิตรายต่อไป เป็นผู้ไปขอจดทะเบียนใหม่อีกครั้ง
  สำหรับสิ่งของและเอกสารที่ต้องเตรียมไปมีดังนี้ครับ
 1. ลักษณะของภาชนะที่ใส่บรรจุ เช่น กระปุก หรือขวดปั้มสุญญากาศ หรือหลอด และรูปถ่ายสินค้า สามารถยื่นขอต่อครั้งได้ไม่เกิน 10 รายการ
 2. เอกสารที่ใช้คือ
   2.1 สำเนาบัตรประชาชนผู้มีอำนาจ 2 ชุด
   2.2 สำเนาทะเบียนบ้านผู้มีอำนาจ 2 ชุด
   2.3 สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล (เฉพาะกรณีที่เป็นนิติบุคคลนะครับ ใช้ 2 ชุด)
   2.3 สำเนา ภพ.20 (เฉพาะนิติบุคคล )
   2.4 สำเนาทะเบียนบ้านของสถานที่ผลิตสินค้า ( ใช้เฉพาะที่อยู่ไม่ตรงกับที่อยู่ของผู้มีอำนาจนะครับ)
   2.5 แผนที่ตั้งของร้าน หรือ บริษัท
   2.6 แผนผังภายในร้า หรือ บริษัท ระบุสถานที่ผลิต สถานที่บรรจุ และสถานที่เก็บสินค้าให้ชัดเจน
   2.7 สินค้าตัวอย่าง พร้อม ฉลาก 2 ชุด
       สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการขอทดเบียนกับคณะกรรมการอาหารและยา
 1. การยื่นขอครั้งแรก ผู้ประกอบการจะต้องไปยื่นที่ อย. เท่านั้นเพราะจะต้องเสียค่าธรรมเนียม ส่วนปีต่อๆไปทาง อย. จะส่งหนังสือมาแจ้งให้ไปชำระตามธนาคารที่กำหนด โดยจะเสียค่าธรรมเนียมรายปีละ 1,000 บาท
 2. หากได้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบการแล้ว คุณจะถูกสุ่มตรวจสถานที่จริง เพราะฉะนั้นแผนที่และแผนผังจะต้องถูกต้องและตรงตามที่ยื่นไว้
 3. ถ้าหากว่าคุณเป็นคนซื้อสินค้ามาเพื่อมาบรรจุเอง อันนี้คุณสามารถจดเป็นผู้แบ่งบรรจุที่ข้างฉลากของผู้ผลิตได้
 4. หลังจากที่ได้รับเลขที่ใบแจ้งเรียบร้อยแล้ว ต้องนำเลขที่ใบแจ้งระบุบนฉลาก พร้แมทั้งมีรายละเอียดฉลากครบถ้วนตามกฏเกณฑ์ของ อย.
 5. สำหรับคนที่นำสินค้ามาบรรจุเองก็ควรบรรจุให้เป็นไปตามหลัหอย่างถูกต้อง ทั้งเรื่องความสะอาด วิธีการแบ่งบรรจุ เพราะถ้ามีการร้องเรียนจากผู้ซื้อขึ้นมาละก็ สินค้าดังกล่าวจุถูกเพิงถอนนออกจากทะเบียนจดแจ้งและผู้ประกอบการได้
 6. หากต้องการตรวจสอบเลขใบรับแจ้งที่ได้รับกับเวบไซต์ของ อย. ในส้วนของชื่อผู้ประกอบการ จะเป็นชื่อของลูกค้าที่ขอรหัสผู้ประกอบการไว้
 7. ท่านสามารถตรวจสอบเลขที่ใบรับแจ้งของตนเองได้ที่เวบไซต์ของ อย. ในหมวดของ "สืบค้นข้อมูลผลิตภัณฑ์"

       สำหรับใครที่กำลังจะไปขอจดทะเบียนกับคณะกรรมการอาหารและยา ก็คงพอจะมีความรู้มากพอสมควรและนะครับ  หากอยากรู้รายละเอียดที่มากกว่ากว่านี้ ก็ไปที่เวบไซต์ของ อย. เลยก็ได้ครับ http://www.fda.moph.go.th/ 

------------------------------------------------------------------------------



ขอบคุณข้อมูลจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา


ข้อคิดเพื่อความสำเร็จ

       สำหรับบทความนี้จะนำเสนอเกี่ยวกับข้อคิดเพื่อความสำเร็จ ที่เป็นแนวคิดของใครหลายๆคน ที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว ซึ่งผมได้นำมาให้ชมในรูปแบบวิดีโอหลายวิดีโอ 

       วิธีการดูวิดีโอข้อคิดเพื่อความสำเร็จคือ เมื่อคลิ้กเข้าไปที่บิ้งแล้ว ให้รอ 5 วินาที แล้วกดคำว่า "กดข้าม" (อยู่ตรงมุมบนขวามือ) จึงจะสามารถรับชมวิดีโอได้ครับ
  เคล็ดลับความสำเร็จ ข้อคิดดีๆ

  ข้อคิดเพื่อควาสำเร็จ

  วาทะขงเบ้ง สอนใจคน

  ทำไมคนจนถึงแตกต่างจากคนรวย

  การใช้เงินระหว่างคนจน กับคนรวย

  แนวคิดดีๆจาก ตัน อิชิตัน

  จากมนุษย์เงินเดือน สู่มหาเศรษฐีร้อยล้าน

  อาชีพที่เสี่ยงอันตรายที่สุดในโลก

       ข้อคิดเพื่อความสำเร็จทั้งหมดนี้ยังเป็นแค่เพียงส่วนหนึ่งส่วนเดียวของข้อคิดเพื่อความสำเร็จ เพราะยังมีอีกหลายมุมมองหลายความคิดที่ผู้ที่ประสบความสำเร็จได้นำมาเผยแพร่เอาไว้  แต่จากที่ดูแล้ว แต่ละคนที่ได้ถ่ายทอดมานั้น พวกเขาเหล่านั้นไม่เคยยอมแพ้ต่อโชคชตา และอุปสรรคทั้งหลายทั้งปวง พวกเขาสามารถต่อสู้ เรียนรู้ และฟันฝ่ามันมาให้ถึงที่สุด  จนทำให้เขาสามารถมาถึงจุดยืนที่สูงสุดของชีวิตได้สำเร็จ..
     



+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


ขอบคุณวิดีโอจากยูทูป

สิ่งที่เหนือกว่า

       ในอีกมุมองหนึ่งของธุรกิจที่จะประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะของการแข่งขันกันทำธุรกิจนี้ ท่านต้องมีสิ่งที่เหนือกว่า ในหลายเรื่องๆ จึงจะประสบความสำเร็จได้ดีกว่าคนอื่น หรือคู่แข่งของท่านเอง อะไรบ้างที่เรียกว่า สิ่งที่เหนือกว่า เพื่อนำพาท่านไปสู่เป้าหมายได้ดีกว่าคน มาดูกันครับ

       สิ่งที่เหนือกว่าคนอื่น ที่ท่านต้องมีให้ได้ครบทุกข้อ เพื่อความบรรลุเป้าหมาย ผมได้รวบรวมมาประมาณ 7 ข้อครับ 
 1. ต้องเร็วกว่า  ท่านต้องทำงานให้เร็วกว่าคนอื่นครับ แก้ปัญาได้รวดเร็วกว่า ตอบสนอง และตอบคำถามลูกค้าได้รวดเร็วกว่า ฯลฯ หรือถ้าเป็นสิ่งของ ก็ต้องมีความสะดวก ที่รสดเร็วกว่าของคู่แข็งในลักษณะเดียวกัน แบบนี้เป็นต้นครับ นี่คือสิ่งที่เหนือ ในข้อแรกที่ท่านต้องมี
 2. มีเวลามากกว่าคนอื่น ข้อนี้หมายถึง ท่านต้องทำงานให้มากกว่าคนอื่น  ในขณะที่คนทั่วไปทำงานคนละ 8 ชั่วโมงท่านอาจจะต้องทำงานให้ได้ถึงประมาณ 10 โมง หรือ 11 ชั่วโมง ถ้าไหว ในเวลาเดียวกันนี้ ท่านย่อมได้เปรียบกว่าคนอื่น เพราะท่านสามารถทำงานได้ สองที่ใน หนึ่งวัน  เช่นงานประจำ 8 ชั่วโมง งานเสริมออนไลน์อีก 3 ชั่วโมง หรือเป็นงานออนไลน์ทำได้ถึง 9 ชั่วโมงต่อวันก็ถือเป็นประโยชน์กับตัวเองครับ
 3. คุณภาพต้องดีกว่า เมื่อคนมีคุณภาพดีแล้ว คราวนี้สินค้าของท่านก็ต้องมีคุณภาพเช่นกันครับ ถึงจะไปกันได้ครับ
 4. ต้องประหยัดเงิน หรือประหยัดค่าใช้จ่ายให้มันน้อยลงไปครับ ข้อนี้รวมถึงสินค้าที่ขายด้วยนะครับ ถ้าลูกค้าซื้อสินค้าของท่านด้วยในราคาที่เหมาะสม แถมยังได้ของที่มีคุณภาพดีกว่าเจ้าอื่น ย่อมเกิดความคุ้มค่ากับผู้บริโภค ทำให้ลูกค้าเดิดความประทับใจ และกลับมาซื้อซ้ำได้อีกเช่นกันครับ
 5. เปลี่ยนเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย ท่านต้องมีความสามารถที่จะเปลื่ยนเรื่องที่ยุ่งยากให้กลายเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น หากเป็นสินค้าที่ผลิตเอง ก็ลองหาวิธีลดขั้นตอนการผลิตลงแต่สินค้ายังคงไว้ซึ่งปรืมาณและคุณภาพ ส่วนค้าก็ต้องเป็นสินค้าที่ใช้งานง่าย ไม่ยุ่งยาก ผู้ใช้อ่านวิธีใช้แล้วเข้าใจง่าย ประมาณนี้ครับ
 6. มีความเอนกประสงค์กว่าคู่แข่ง สินค้าที่ท่านขายควรจะมีการใช้งานได้หลากหลายกว่าคู่แข่งในประเภทเดียวกัน เพราะคงไม่มีใครอยากซื้อของประเภทที่ว่า ใช้งานได้แย่างต่ออย่างหรอกครับ คนโดยส่วนมากมักจะนึกถึงความเอนกประสงค์ทั้งนั้น รวมถึงภาษาที่ใช้ติดฉลากเพื่ออกสรรพคุณ ก็ควรจะมีซักสองภาษา ไทย-อังกฤษ เผื่อเจอลูกค้าที่ไม่เก่งภาษาไทย แต่เค้าเก่งอังกฤษ ท่านก็ยังมีโอกาสในการขายสินค้าได้เพิ่มขึ้น
 7. มีความสุขกับสินค้า ไม่ว่าท่านจะเป็นแค่ผู้ขายดดยไม่ได้ใช้สินค้าที่ท่านขายเองก็ตาม แต่ท่านก็ควรจะใส่ความสุขลงไปในตัวสินค้าด้วย เพื่อให้ลูกค้าที่ใช้แล้วเกิดความรู้สึกที่ดีต่อสินค้า ใช้แล้วเห็นผล มีบริการที่ดี สินค้ามีคุณภาพ รู้สึกเป้นกันเอง สิ่งต่างๆเหล่านี้จะทำให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่นในตัวท่านและสินค้า ทำให้เกิดการซื้อซ้ำและบอกต่อ เป็นการเพิ่มยอดขายได้อย่างดีเลยครับ

       สิ่งที่เหนือกว่าคนอื่นหรือคู่แข่งที่ท่านควรจะต้องมี ผมได้รวบรวมมาไว้เพียงเท่านี้ มีอยู่ 7 ข้อด้วยกัน หากท่านปฏิบัติตามทุกข้อ สม่ำเสมอ ไม่ยอมแพ้ รับรองว่าท่านต้องบรรลุเป้าหมายแน่นอนครับ





+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


ข้อคิดธุรกิจสร้างสรรค์

       การจะทำธุรกิจขึ้นมาสักหนึ่งงานควรจะต้องคำนึงถึงวิธีคัดกรองไอเดียในการลงทุนทำธุรกิจให้คุ้มค่าและสร้างสรรค์   เพื่อหลีกเลี่ยงขัอผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้น จนก่อให้เกิดความล้มเหลวในธุรกิจ โดยสิ่งที่ท่านจะต้องนึกถึงสำหรับข้อคิดธุรกิจสร้างสรรค์นี้ผมได้รวบรวมมาไว้ 4 หัวข้อด้วยกัน

       ข้อคิดธุรกิจสร้างสรรค์ เพื่อให้ธุรกิจออกมาดีที่สุด และลดข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นมีดังนี้ครับ
  1. ท่านต้องรวบรวมไอเดียธุรกิจทั้งหมดออกมาก่อน หมายถึงว่า ให้ท่านเขียนไอเดียของธุรกิจที่ท่านอยากทำมากที่สุดขึ้นมาก่อน เป็นไอเดียที่ท่านเป็นคนคิดค้นขึ้นมาเอง เขียนรวมกันเอาไว้เพื่อให้ท่านๆด้มีทางเลือกและสามารถตัดสินได้ง่ายขึ้นครับ
  2. คัดเลือกไอเดียที่ดีที่สึดออกมา การคัดเลือกนี้ท่านก็แค่ดูจากความเป็นไปได้ว่าท่านสามารถทำได้หรือไม่ แล้วคักเลือกธุรกิจเหล่านั้นออกมาสัก 2-3ไอเดีย โดยตัดสินใจจากองค์ประกอยเหล่าครับ เช่น ดูเรื่องความแปลกใหม่ กลุ่มลูกค้า คู่แข่งในตลาด และโอกาสการดติบโต เป็นต้นครับ
  3. ธุรกิจที่ท่านคัดเลือกออกมานั้นได้ตอบโจทย์แล้วหรือยัง  โดยท่านสามารถพิจารณาได้จากสองข้อนี้ครับ
- ท่านใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่จนสุดความสามารถแล้วหรือยัง และพร้อมที่จะเปลี่ยนธุรกิจนั้นให้เป็นเงินแล้วหรือไม่
- ธุรกิจที่ท่านคิดขึ้นมานี้ ท่านได้ศึกษาถึงตลาด ความเป็นไปได้ของธุรกิจ และกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมาอย่างดีแล้วหรือไม่
       ท่านสามารถพิจารณาถึงข้อคิดธุรกิจสร้างสรรค์ได้จากสองข้อนี้เป็นหลัก เพื่อให้ธุรกิจออกมาดีที่สุด และลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น
  4. สร้างแผนธุรกิจที่ชาญฉลาดและเหมาะสมขึ้นมา ไอเดียที่ผ่านทดสอบแล้วถือว่าพร้อมที่จะปฏิบัติได้จริง คือสร้างแผนธุรกิจให้เหมาะสมหรือาอดคล้องกับไอเดียที่เราคิดขึ้นมา เช่น วิธีการผลิต การตลาด การส่งเสริมการขาย โปรโมชั่น เป็นต้น และมีแผนสำรองรับมือกับสถาณการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิดอยู่เสมอ ซึ่งท่านสามารถศึกษาได้จาก หัวข้อรับมือก่อนทำธุรกิจ ที่อยู่ในเว็บนี้ได้เช่นกันครับ
       สื่งสำคัญของข้อคิดธุรกิจสร้างสรรค์อีกอย่างนั่นก็คือ อย่าเข้าข้างความคิดไอเดียของท่านเอง เพราะส่งผลเสียและอาจทำให้ไม่คุ้มค่ากับการลงทุนได้ ก็คืออย่าคิดเข้าข้างตัวเองนั่นแหละครับ เพียงแค่ความชอบอย่างเดียวอาจยังไม่พอกับความสำเร็จ ให้คิดเสมอว่าคนที่เป็นคนซื้อนั้นคือลูกค้า ไม่ใช่ท่านที่เป็นคนซื้อ 

       เชิญทุกท่ารับชมวิดีโอตัวอย่างของธุรกิจสร้างสรรค์ที่เขาสามารถเอาน้ำมันรำข้าวมาเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เป็นธุรกิจสร้างสรรค์ จากมันสมอง  ซึ่งเธอสามารถนำความคิดและไอเดียเจ๋งๆ มาต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า นอกจากนี้เธอยังได้แนะนำข้อคิดธุรกิจสร้างสรรค์ในตอนท้ายสำหรับผู้ที่จะทำธุรกิจใหม่ๆที่ไม่ซ้ำใคร มาให้ทุกท่านได้นำไปใช้เป็นตัวอย่างด้วยครับ

       
       มีหลายคนที่ได้เรียนรู้ข้อคิดธุรกิจสร้างสรรค์ไปกันเยอะแล้ว แต่สิ่งที่ท่านเห็นอยู่ในปัจจุบันนี้ก็คือสินค้าและบริการที่ใครต่อใครกำลังแย่งหันผลิตแย่งกันขายอยู่ในขณะนี้  หากท่านเป็นผู้ขายที่มีแบรนด์เป็นเครื่องตัวเอง ถึงแม้ว่าสินค้านั้นจะมีคุณภาพดีแบบพื้นๆ ดีแบบธรรมดา หรือดีแบบมาตรฐาน อย่างที่ทั่วไปที่เห็นอยู่นี้ อาจจะยังไม่เพียงพอกับความสำเร็จ ซึ่งท่านจะต้องมีอะไรที่ดีกว่านั้น ท่านถึงจะโดดเด่นและพอจะก้าวขึ้นมาประสบความสำเร็จได้ครับ




++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ข้อมูลอ้างอิงจากเดวิด แพร์ริช ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจเชิงสร้างสรรค์
วิดีโอจากรายการ  Smart Money



อยากประสบความสำเร็จ

       ผมเชื่อว่าทุกคนย่อมต้องอยากประสบความสำเร็จในชีวิตไม่ว่าเรื่องใดเรื่องหนึ่งก็ตาม แต่จะมีสักกี่คนกันที่จะประสบความสำเร็จตามอย่างที่วาดฝันไว้ เป็นเพราะอะไรถึงไม่ประสบความสำเร็จหละ

       คนที่อยากประสบความสำเร็จในชีวิตไม่ว่าจะเรื่องใดเรื่องหนึ่งก็ตาม สิ่งที่คุณต้องมีเป็นอันดับแรกคือ จิตใจที่มุ่งมั่น ไม่หวั่นไหว ไม่ยอมแพ้ต่อความยากลำบาก ไม่ว่าสิ่งนั้นจะดูเหมือนยากก็ตาม จิตใจของคุณคือสิ่งที่สำคัญที่สุด เมื่อจิตใจมาแล้ว ต้องลงสมอง คิดให้อย่างถี่ถ้วน นึกถึงอนาคตข้างหน้า นึกถึงเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น ทั้งในเรื่องดี และเรื่องที่อาจจะไม่ดี เพื่อจะได้เตรียมรับได้อย่างทันท่วงที 
       เมื่อลงมือทำแล้ว จงทำอย่างมีสติ และไหวพริบให้ทันต่อเหตุการณ์ อย่างที่ผมบอก คุณควรจะต้องนึกถึงอนาคตเพราะถ้าคุณมองเห็นอนาคต คุณก็จะรู้ว่าคุณจะต้องทำอะไร คุณควรมีที่ปรึกษาที่ดี  ถ้าเป็นไปได้ควรจะเป็นคนที่สนิทและรู้ใจคุณมากที่สุด เมื่อต่างฝ่ายต่างรู้ใจกัน การร่วมงานกันย่อมเกิดผลดีแน่นอน เพราะไม่มีใครทำอะไรให้ประสบความสำเร็จได้โดยปราศจากที่ปรึกษา รวมไปถึงแหล่งความรู้จากคนอื่นและสื่อต่างๆที่คุณก็ควรจะต้องศึกษาให้ดี  
       แหล่งความรู้จากคนอื่นก็อาจเป็นคนที่เค้าประสบความสำเร็จมาแล้ว เพราะเค้าเหล่านั้นจะมีวิธีในการแก้ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี นั่นเพราะเค้าผ่านมันมาแล้วนั่นเอง
"คุณเคยถูกปฏิเสธหรือเคยล้มเหลวแบบบุคลที่อยู่ในวิดีโอนี้มาก่อนหรือไม่ ถ้ายังไม่เคย นั่นแปลว่าคุณมีโอกาสมากมายกว่าพวกเขา" 
       อยากประสบความสำเร็จ ลองดูวิดีโอนี้เพื่อเป็นแรงบัลดาลใจและกำลังให้กับตัวเองกันครับ



       ในเส้นทางที่คุณกำลังเดินอยู่นั้นล้วนไม่ได้โรยด้วยกลีบดอกกุหลาบเสมอไป ย่อมต้องมีหนามที่คอยทิ่มแทงคุณอยู่ตลอด ขอเพียงจิตใจของคุณไม่หวั่นไหวและไม่ยอมแพ้ คุณต้องชนะมันได้แน่นอน



       ทุกความพยายาม อาจจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ว่าทุกๆความสำเร็จนั้นเกิดจากความพยายาม หากคุณอยากประสบความสำเร็จ ในเว็บที่คุณกำลังอ่านอยู่นี้ เป็นส่วนหนึ่ง ที่ให้คำแนะนำในการลงทุนหรือการหาเงินในรูปแบบต่างๆ ซึ่งผมจะหาเนื้อหามาถ่ายทอดให้มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆนะครับ 







+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


ขอบคุณวิดีโอจาก PT Creatiive